Mountain Life
- Chalit Saphaphak
- Nov 20, 2020
- 1 min read
Updated: Nov 26, 2020
บ้านแม่ลายเหนือ
ฤดูหนาว : มกราคม 2560 ผมเดินออกมาทางหลังหมู่บ้าน แล้วตัดเข้าป่าเป็นทางเดินดิน สูงชันพอกับบันไดเลื่อนในห้างสรรพสินค้า แต่ระยะทางมันยาวไกลกว่ามาก กล้ามเนื้อขาทุกส่วนของผมทำงานหนักกว่าปกติ ส่วนแม่หญิงอายุราวห้าสิบเดินไปอย่างรักษาจังหวะที่ตัวเองถนัด ที่หลังสะพายตะกร้าใบใหญ่ ระหว่างทางก็แวะเก็บใบไม้ที่ผมไม่รู้จักใส่ตะกร้าไปเรื่อยๆ จากหมู่บ้านผ่านป่าที่ต้นไม้ไม่ใหญ่นักแต่ก็ร่มครึ้ม “ตรงนี้เป็นไร่เหล่าปีที่เจ็ด” พ่อเฒ่าแงแด่พูดให้ฟังก่อนพาเดินไปต่อ ที่ตรงนี้เมื่อเจ็ดปีก่อนนั้นเป็นไร่หมุนเวียนที่ชาวบ้านถากถางเพื่อปลูกข้าว



ผ่านไปเจ็ดปีมันกลายเป็นป่าที่ร่มรื่นอย่างไม่น่าเชื่อ พ้นป่าออกมาเป็นพื้นที่โล่งและสูงชันเหมือนเดิม ฟางข้าวยังไม่ผุ พริกเม็ดแดงขึ้นอยู่ทั่ว ไม้ยืนต้นแตกหน่อสูง ต้นปรงทรงสวยกระจายอยู่หลายสิบต้น พื้นที่ตรงนี้เป็นไร่หมุนเวียนของปีที่ผ่านมาหลังเก็บเกี่ยวข้าวไปแล้ว ผลผลิตในไร่ยังมีให้เก็บกินได้อีกเป็นปี ทั้งพืชผัก เผือก มัน ฯลฯ

ดอกไม้หลากสี สดบ้าง แห้งบ้างเต็มตะกร้า เมล็ดพันธุ์อีกหลายชนิดก็อยู่ในตะกร้านั้นด้วย ข้ามเขามาอีกลูกหนึ่งเป็นทางเดินกลับหมู่บ้านที่ชันดิ่ง ขากลับนี้เดินลงอย่างเดียว นอกจากตาแนบช่องมองภาพกับมองเท้าตัวเองแล้วผมไม่ได้มองอะไรทั้งนั้น ทรงตัวไม่ให้ตกเขาก็เก่งมากแล้ว แต่ชาวบ้านนั้นเดินกันอย่างคล่องแคล่ว ยิ่งเด็กๆด้วยแล้วไม่ต้องห่วง พวกเขากระโดดขึ้นลงแบบที่ไม่มีท่าทีเหน็ดเหนื่อย พวกเขาสามารถแสดงออกถึงศักยภาพได้อย่างเต็มที่เมื่อเขาได้อยู่ในที่ของเขา อยู่ที่ “บ้าน” ของพวกเขา คนที่อยู่กับป่ามาหลายชั่วอายุคนนั้นไม่ต้องบรรยายถึงทักษะการใช้ชีวิตอยู่ในป่าให้มากความ อะไรกินได้อะไรกินไม่ได้เขารู้ ต้นไหนเป็นยา ต้นไหนเป็นพิษ ต้นไหนสัตว์กิน ต้นไหนสัตว์กลัวพวกเขารู้หมด


ฤดูฝน : กันยายน 2560 ผมกลับไปที่บ้านแม่ลายเหนืออีกครั้งปลายฤดูฝนในปีเดียวกัน ข้าวกำลังออกรวง ป่ายังเขียว ข้าวไร่และข้าวนาก็เขียวขจี พืชผักในไร่หมุนเวียนออกผลผลิตมากมาย โดยพระเอกของไร่หมุนเวียนอย่าง “ห่อวอ” ก็กำลังเบ่งบานและเจริญเติบโตใต้กอข้าวไร่ที่สูงท่วมหัว ไม่ว่าจะฤดูไหนในไร่หมุนเวียนไม่เคยขาดอาหาร เป็นความยั่งยืนทางอาหารที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หันมองไปอีกด้านของภูเขา ไร่กะหล่ำปลีก็เริ่มเก็บเกี่ยวกันแล้ว ภาพสองภาพที่แตกต่างกันมีให้เห็นในที่เดียวกันมันเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย


ในฐานะช่างภาพสารคดี ผมไม่สามารถไปตัดสินว่าอะไรดีกว่ากันได้ ในวิถีดั้งเดิมที่อาจไม่ตอบโจทย์ด้านเศรษฐกิจ ชาวบ้านจึงต้องเพิ่มเติมด้วยการเกษตรที่ตอบสนองความต้องการของตลาด ในขณะเดียวกันก็รักษาวิถีดั้งเดิมเอาไว้ด้วย ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องน่าชื่นชม หากวันหนึ่งวิถีดั้งเดิมนั้นตอบโจทย์ได้รอบด้าน ก็คงไม่มีใครอยากลงมือลงแรงทำในสิ่งที่ไม่ถนัด และนั่นเป็นเรื่องที่ชาวบ้านจะเป็นผู้ตัดสินใจกันเอง การหยุดอยู่กับที่และแช่แข็งวิถีดั้งเดิมก็ไม่แน่ว่าจะดีเสมอไปในขณะที่โลกหมุนไปอย่างเร็วเช่นนี้ ความรู้ทางด้านการสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆล้วนเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการสร้างความเข้าใจต่อคนภายนอก รวมทั้งยังสามารถพัฒนาวิถีดั้งเดิมนั้นให้มั่นคง ยั่งยืน เท่าทันยุคสมัยอีกด้วย


ในมุมมองของคนทำงานด้านสื่อสารมวลชน ผมคิดว่าคุณค่าของวิถีเหล่านี้จะถูกรักษาและพัฒนาต่อไปได้นั้น ชาวบ้านต้องมี “สิทธิ” ในการใช้พื้นที่อย่างไม่ผิดกฏหมายให้ได้เสียก่อน รัฐต้องช่วยส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพจากสิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้น ไม่ใช่การนำสิ่งอื่นเข้ามาทดแทน"
---------------------------------------------------------------
เนื่องในวาระครบ 10 ปี มติ ครม. 3 สิงหา "แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง" ที่ยังไม่มีท่าทีชัดเจนใดๆ
เรื่องและภาพ : ชลิต สภาภักดิ์



Comments