Mekong Road Trip
- Chalit Saphaphak
- Mar 29, 2021
- 2 min read
Updated: Aug 19, 2021
เลาะแม่โขงกับคุณทองดี

นานมากแล้วที่ไม่ได้ออกเดินทาง....
"คุณทองดี" รถตู้คู่ใจของพี่อั๋น ศิริพงษ์ โพธิ์ศิริ พี่ชายนักเดินทางและนักดนตรีอิสระมารับผมที่สุพรรณ เป็นวันดีที่ได้เริ่มต้นการเดินทางอีกครั้ง และเป็นวันที่ดีมากเพราะคุณทองดีแอร์เสีย กระจกจึงถูกลดลงเพื่อต้อนรับลมอย่างไม่มีเงื่อนไข จะว่าไปมันก็นานมากแล้วที่ผมไม่ได้นั่งรถหรือขับรถโดยไม่มีเครื่องปรับอากาศแบบนี้ ระหว่างทางมันจึงอบอวลไปด้วยอุณหภูมิร้อนๆบนผิวถนนคอนกรีตสลับลาดยางดำ แต่สิ่งที่ชวนให้ประทับใจคงเป็น "กลิ่น" ของแต่ละที่ที่เราขับผ่าน จากทุ่งนาสุพรรณ-อ่างทองในช่วงฤดูแล้งซึ่งเป็นกลิ่นที่ผมคุ้นเคย แต่พอเข้าสระบุรีก็มีกลิ่นอาหารสัตว์ แถมด้วยฝุ่นควันแถวๆโรงปูน เลยไปหน่อยช่วงเส้นไปบุรีรัมย์มีกลิ่นขี้ยางพาราชัดเจน สลับกันไปกับกลิ่นควันไฟที่ไหม้อยู่สองข้างทาง หรือบางทีผ่านคอกวัวก็ยังได้กลิ่นขี้วัวอีกด้วย กลิ่นต่างๆมันเล่าเรื่องการงานของพื้นที่นั้นๆได้เหมือนกัน
ระหว่างการเดินทางผมกับพี่อั๋นมักคุยกันถึงวัยเด็กของเรา เขาบอกว่าเขาเป็นคนเมืองเต็มร้อย เติบโตมากับความศิวิไลซ์ เรื่องเงินทองไม่ใช่ปัญหา ได้เห็นโลกกว้างตั้งแต่ยังเด็ก ทั้งจากหนังสือ นิตยสาร เพลง รวมทั้งของเล่นที่ฮิตกันในช่วงนั้นมันเข้าถึงง่ายมากสำหรับเขา แต่พอมาถึงวัยเด็กของผมมันทำไมห่างไกลกันสุดขั้ว ผมเติบโตมากับทุ่งนา โคลนดิน จับปูจับปลา หนังสือนอกจากไทยรัฐ เดลินิวส์แล้ว ที่ชิคๆหน่อยคงจะเป็นดาราภาพยนต์กับคู่สร้างคู่สมในร้านตัดผมเท่านั้น เรื่องเพลงไม่ต้องพูดถึง เทปที่ว่าขายดีล้านตลับมาถึงร้านขายเทปหมู่บ้านผมมีไม่เกินสองตลับ แต่ผมก็ไม่มีตังค์ซื้อฟังหรอก มันเป็นวิถีหรือความแตกต่างบางอย่างที่ส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพของคนต่างจังหวัดอย่างผมพอสมควรนะ ผมมองเห็นเรื่องพวกนี้ก็ตอนเรียน ปวช. เลยตัดสินใจมาเรียนในกรุงเทพฯแทน และแน่นอนว่าการกลับบ้านคือสิ่งแรกที่ผมจะทำเมื่อได้ประสบการณ์ทำงานจากกรุงเทพฯเพียงพอแล้ว
มันจึงไม่แปลกอะไรที่คนเมืองอย่างพี่อั๋นจะอยากเรียนรู้ชีวิตอื่นๆนอกเมืองบ้าง ที่ว่าได้รู้จักโลกกว้างตั้งแต่ยังเด็กมันอาจจะเป็นโลกส่วนตัวของตัวเองในตอนนั้น แต่การเรียนรู้โลกที่กว้างกว่าตัวเองคือการได้เรียนรู้ชีวิตคนอื่นที่มีสายสัมพันธ์กันกับเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง นั่นจึงเป็นแรงดึงดูดให้ออกเดินทาง จนทำให้เราเข้าใจผู้คนและเรื่องราวของคนนอกเมืองมากขึ้น อย่างน้อยๆก็เพื่อที่เราจะได้รู้ว่าประเทศนี้ไม่ได้มีแค่กรุงเทพฯ และกรุงเทพฯไม่ควรมากำหนดกฎเกณฑ์อะไรกับคนพื้นที่อื่นมากนัก

เป้าหมายการเดินทางของเราครั้งนี้คือการขับรถเลาะเลียบริมแม่น้ำโขงจากอุบลราชธานีไปถึงนครพนม เป็นเส้นทางที่พี่อั๋นให้ผมเลือก ผมเลือกเส้นทางนี้เพราะตั้งใจว่าจะทำโปรเจคถ่ายภาพแม่น้ำโขงตลอดสายที่อยู่ในเขตแดนไทย แม้ใจจริงผมจะอยากไปให้ทั่วทุกที่ที่แม่น้ำโขงไหลผ่าน แต่การเดินทางในช่วงที่มีโรคระบาดแบบนี้มันทำให้เราคิดจากเล็กๆก่อนดีกว่า มีทุน มีเวลาและโอกาสค่อยว่ากันในอนาคต
โดยส่วนใหญ่การงานของผมมักทำอยู่ในพื้นที่เดิมๆซ้ำๆนานๆ แต่การทำงานชิ้นนี้เริ่มต้นด้วยการเดินทางแบบ Road Trip ที่ฝรั่งเขาชอบทำกัน เป็นความแปลกใหม่ของผมที่ต้องคิดและตัดสินใจให้เร็วว่าจะถ่ายอะไร
เราเตรียมข้าวของมาพอสมควร แม้แต่สกูตเตอร์ไฟฟ้าที่เพื่อนผมซื้อมาฝากหลานก็เอาขึ้นรถมาด้วย จะว่าไปนี่คือการเดินทางที่ค่อนข้างสบายสำหรับผม "ค่ำไหนนอนนั่น" เป็นคำเท่ๆของนักเดินทาง และเป็นคอนเซ็ปต์ที่เราคิดว่าจะใช้กันไปตลอดการเดินทาง
กลางดึกคืนแรกเราแวะนอนที่ปั๊มใหญ่แห่งหนึ่งในอำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์และพบว่าค่ำไหนนอนนั่นไม่เท่เอาซะเลย เราควรหาที่เงียบสงบสักหน่อย ที่ที่ไม่มีรถสตาร์ทเครื่องทิ้งไว้ ที่ที่ไม่มีเสียงท่อมอเตอร์ไซค์ตอนตีสาม ที่ที่นั่นต้องไม่ใช่ปั๊มน้ำมันใหญ่ ถือเป็นบทเรียนแรกของการเดินทางครั้งนี้
เราออกเดินทางอีกครั้งช่วงตีห้าขับไปเรื่อยๆ ผมหลับบ้างตื่นบ้างจนถึงเมืองเดชจึงแวะกินข้าวเช้ากัน จากนั้นจึงเดินทางกันต่อไปที่โขงเจียม เป้าหมายแรกที่ผมอยากไป คือไปหาพี่นุ้ย คำปิ่น อักษร นักกิจกรรมที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมในพื้นที่แม่น้ำโขงมานานกว่า 14 ปี
บ้านตามุย อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี
ผมมาที่นี่ครั้งแรกช่วงกลางปี 2562 ก่อนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่อุบลฯ ผมตื่นตาตื่นใจมากกับทัศนียภาพของแม่น้ำโขง ตอนนั้นน้ำไม่มากนัก มีเกาะโผล่ขึ้นมาอยู่กลางแม่น้ำเกาะหนึ่ง ชาวบ้านพาเรานั่งเรือชมโขงแล้วมาแวะพักกันที่เกาะ มันเป็นวันข้างขึ้น พระจันทร์ส่องสุกสะท้อนแม่น้ำ ท้องฟ้าสีหวาน ตรงข้ามกันพระอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไป เป็นภาพจำที่ทำให้ผมตั้งมั่นว่าจะกลับมาถ่ายภาพแม่น้ำโขงให้ได้

อากาศร้อนๆคุณทองดีเข้าไปจอดใต้ร่มมะม่วงใหญ่ เราขึ้นไปอยู่ชั้นบนของ "โฮงเฮียนฮักแม่น้ำของ" ลมเย็นสบายแม้แดดข้างนอกจะร้อนระอุ พี่นุ้ยออกมาต้อนรับด้วยชาสมุนไพรอุ่นๆ ก่อนที่เราสองคนจะไปนอนพักเอาแรงหลังจากที่สะสมชั่วโมงนอนได้น้อยเหลือเกินในปั๊มที่สังขะ
ช่วงเย็นวันนั้นมีเพื่อนพี่น้องจากหลายที่ไป "นอนดอน" กลางแม่น้ำโขงด้วยกันกับเด็กๆและชาวบ้าน เนื่องจากวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 14 มีนาซึ่งเป็น "วันหยุดเขื่อนโลก" พวกเขามาร่วมทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ว่าคนริมโขงได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวงจากการสร้างเขื่อน และอยากให้มันหยุดเพียงเท่านี้ซึ่งสวนทางกับแผนการสร้างเขื่อนที่ผุดขึ้นมากมาย
ปัญหาของคนตามุยอีกอย่างที่มีผลกระทบอย่างรุนแรงคือการถูกอุทยานแห่งชาติผาแต้มประกาศพื้นที่อนุรักษ์ทับที่ทำกินของชาวบ้าน เรื่องการแย่งยึดที่ทำกินของคนที่อยู่กับป่ามาก่อนกฎหมายอุทยานนั้นมีอยู่ทั่วประเทศ ในชะตากรรมที่พึ่งแม่น้ำได้น้อยลง ที่ทำกินก็ถูกแย่งยึด อีกทั้งหลายคนที่นี่ก็ไม่ได้รับสิทธิการเข้าถึงการบริการขั้นพื้นฐานของรัฐเพราะเป็นคนไร้สัญชาติ การหันหน้าเข้าป่าหาของป่าจึงเป็นตัวเลือกสุดท้าย กระนั้นก็สุ่มเสี่ยงเหลือเกินกับการโดนจับข้อหาบุกรุกป่า
ทุกครั้งที่ออกเดินทางผมจึงตั้งคำถามเสมอว่าชีวิตคนเล็กคนน้อยที่ขอแค่มีที่ทำมาหากินไปวันๆทำไมมันถึงไร้สิ้นหนทางได้ถึงขนาดนี้ ในขณะที่ผู้มีส่วนในการพัฒนาไม่ว่าจะสร้างเขื่อนหรือออกนโยบายนั้นช่างสุขสมอุรากันเหลือเกิน


บนโขดหินริมแม่น้ำ เด็กๆผลัดกันกระโดดลงน้ำใสๆของแม่น้ำ น้ำใสๆที่ว่ากันว่ามันผิดธรรมชาติเพราะตะกอนของแม่น้ำซึ่งนำพาความอุดมสมบูรณ์มาให้ริมฝั่งโขงได้หายไป หลายฝ่ายเชื่อว่ามันหายไปเพราะไปตกอยู่หน้าเขื่อนหมด พืชผักที่เคยปลูกอยู่ริมแม่น้ำไม่งอกงามอีกแล้ว ให้ผลผลิตไม่มากเหมือนเดิมอีกแล้ว กระนั้นสายน้ำใสก็ยังอาบชโลมกายให้เด็กๆได้คลายร้อนชั่วครู่ชั่วยาม
เหล้าที่ดองสมุนไพรสูตรลับดั้งเดิมของพ่อเฒ่าถูกส่งต่อกันไปรอบวง เป็นการอุ่นเครื่องก่อนการสนทนาจะเริ่มขึ้น เรียกว่าเป็นวันที่ดีอีกวันหนึ่งที่ผมได้เปิดสมองมองเห็นความเป็นไปของผู้คนที่ต้องต่อสู้ ดิ้นรน
การเดินบางครั้งจึงหมายถึงการเยี่ยมเยียนให้กำลังใจคนที่กำลังต่อสู้ในหนทางเดียวกัน การพบเจอพูดคุยอาจพอสื่อได้ถึงกำลังใจที่มีให้กัน นักต่อสู้ นอกจากปัญญาและอาวุธแล้ว กำลังใจจากคนที่รายรอบอยู่ก็สำคัญไม่แพ้กัน


ปลาอีตู๋ (ปลากา) ตัวเขื่องจากชาวบ้านคนหนึ่งที่เอามาแบ่งปันกับคณะนอนดอนของเราถูกนำไปต้มยำด้วยฝีมือแม่บ้านตามุย ต้มยำปลาสดๆจากแม่น้ำโขงกับอากาศที่ค่อยๆเย็นลง ซดกันคนละคำสองคำมันสดชื่นดีจริงๆ ผมกับพี่อั๋นนอนฟังเพลงจากหมู่มิตรนอกวง ก้อนหินอมความร้อนจากแดดไว้ทั้งวัน กว่าจะคลายร้อนลงก็ดึกดื่น แต่มันก็ให้ความอบอุ่นเมื่ออากาศเริ่มเย็น
ค่ำคืนที่ดาวพราวฟ้าเสียงดนตรีจากกีตาร์โปร่งบรรเลงไปพร้อมเสียงร้องที่เข้าคีย์บ้างโดดคีย์บ้างของเด็กๆช่างรื่นรมย์ แสงไฟฉายดวงน้อยของชาวบ้านที่ออกหาปลาตอนกลางคืนในแม่น้ำโขงคล้ายดาวบนผืนน้ำ หลายคนบอกว่าปลาหายากขึ้น บ้างบอกว่าคนหาปลาเยอะขึ้นปลาเลยน้อยลง และหลายฝ่ายบอกว่ามันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศอย่างฉับพลันของแม่น้ำโขงอันเนื่องมาจากการสร้างเขื่อน เอกสารประชาสัมพันธ์ของเขื่อนไซยะบุรีที่แถมมากับหนังสือพิมพ์ไทยฉบับหนึ่งบอกว่า "โรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี ต้นแบบด้านวิศวกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนแห่งแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" มีทางปลาผ่านที่ทันสมัย ปล่อยน้ำไหลออกเท่ากับน้ำที่ไหลเข้า แต่หลังจากเปิดใช้งานได้ไม่ถึงปี ความผันผวนแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนก็ปรากฏ ซึ่งก็ต้องศึกษากันต่อไปที่ว่าดีนั้นมันของจริงหรือชวนเชื่อ
รุ่งเช้าอีกวันก่อนออกเดินทางต่อ ผมเดินเล่นเลาะริมแม่น้ำจากที่พักไปถึงที่จอดเรือของชาวบ้าน พระอาทิตย์ขึ้นผ่านหมอกควันหนาเป็นวงกลมแดงก่ำ ชาวประมงก็เริ่มกลับเข้าฝั่ง บางคนได้ปลาเยอะ บางคนก็ได้ไม่มาก "กลับมาจากกรุงเทพฯช่วงโควิดนี่ รถก็หมด บ้านก็หมด" บทสนทนาสุดท้ายก่อนเขาจะเดินจากไปพร้อมปลาเล็กๆไม่กี่ตัว ความเหลื่อมล้ำหลายอย่างทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยไม่มีทางเลือก การทำมาหากินที่ยากลำบากขึ้นในถิ่นฐานบ้านเกิดนำมาสู่การมุ่งหน้าแสวงโชคในเมือง แต่ที่มั่นสุดท้ายหลังพ่ายแพ้จากเมืองหลวงของพวกเขาก็คือ "บ้าน"


แก่งช้างหมอบ อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี
เราออกเดินทางจากตามุยขับขึ้นเหนือต่อไปเรื่อยๆจนถึงเมืองเขมราฐ จอดแวะพักกันหน้าด่านศุลกากรเขมราฐ นั่งนิ่งๆหลบลมร้อนใต้ต้นจามจุรีใหญ่ หนุ่มสาวนั่งจับกลุ่มกันริมโขง ด่านฯช่วงนี้เงียบเหงา มีตลาดขายของพื้นบ้านเล็กๆ บ้านเมืองสงบจนออกจะเหงาเลยด้วยซ้ำ ผมขี่สกูตเตอร์ไฟฟ้าวนอยู่รอบเมืองใกล้ๆด่าน สำรวจดูร่องรอยอาคารบ้านเก่าที่ถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นที่ท่องเที่ยวหมดแล้ว แล้วกลับมานั่งนิ่งๆมองเรือหาปลาอยู่ริมแม่น้ำใต้ต้นไม้ใหญ่ที่คนเลี้ยงควายเอาพวกมันมาผูกหลบร้อน ที่พื้นจึงเต็มไปด้วยกองขี้ควาย
แดดร่มลมตกเราออกเดินทางกันต่อเพื่อหาที่พัก ถนนสายหลักพาเราออกนอกเส้นทางเลาะริมโขงเราจึงวนกลับมาเพื่อเกาะเส้นทางเดิมไว้ พยายามขับให้ใกล้กับแม่น้ำที่สุดเผื่อว่าเจอหาดทรายหรือหมู่บ้านที่น่าสนใจเราก็จะได้แวะพัก จนสุดท้ายเราหลงเลี้ยวเข้ามาที่แก่งช้างหมอบช่วง อ.เขมราฐ เป็นเส้นทางที่เราไม่ได้ตั้งใจนัก แต่ก็ไม่ได้ทำให้เราผิดหวัง เราหาข้าวหาปลากินกันในหมู่บ้าน ก่อนจะไปหาที่ตั้งแคมป์กันริมแม่น้ำ
เขื่อนริมแม่น้ำโขงกำลังถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีทั้งป้ายชื่อสถานที่และมุมถ่ายภาพที่จัดขึ้นมา มีรีสอร์ตและสถานที่กางเต็นท์ใกล้ๆ แต่เราเลือกนอนกันบนทางเท้าริมเขื่อน เพื่อให้สมกับคำว่า "ค่ำไหน นอนนั่น" และอีกอย่างเพื่อประหยัดงบในการเดินทางด้วย
เราจัดเตรียมที่พักแบบง่ายๆ กางเต็นท์โยนสองหลังในเวลาไม่กี่วินาที ติดตั้งไฟส่องแสงสว่างที่มาพร้อมแมลงนับร้อย ช่วงหน้าร้อนก็เป็นอย่างนี้แหละ ยุงไม่เยอะแต่แมลงนับไม่ถ้วน
ท้องอิ่มแล้ว ร่างกายอ่อนเพลียจากลมร้อนตลอดวัน เราลงไปอาบน้ำในแม่น้ำคลายร้อน จำไม่ได้แล้วว่าอาบน้ำนอกห้องน้ำครั้งสุดท้ายตอนไหน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้อาบน้ำในแม่น้ำโขง อาบน้ำในลำน้ำธรรมชาติแบบนี้พาให้นึกถึงเพลง "ลำธาร" ของมาโนช พุฒตาล สมัยที่หัดถ่ายภาพและเดินทางใหม่ๆกับเพื่อนๆช่างภาพสารคดีวัยกระเตาะ เพลงนี้เหมือนเพลงรวมใจของพวกเราเลยก็ว่าได้
"จึงตัดสินใจ ส่งมอบกายให้กับแม่น้ำ ทอดกายลงน้ำไหลตามลำธาร" เป็นเนื้อเพลงท่อนหนึ่งที่ผมชอบ
อุณหภูมิน้ำเย็นกำลังดี คลายร้อนให้เราได้หมดจด แต่พอเดินขึ้นบันไดกลับที่พัก ร่างกายก็ชุ่มเหงื่อเหมือนเดิม ดวงจันทร์เสี้ยวลอยเด่นอยู่ไกลๆ เสียงน้ำไหลกระทบแก่งดังพอไม่ให้ค่ำคืนวังเวง ก่อนเข้านอนมีรถกระบะคันหนึ่งวิ่งมาทางเรา ท้ายกระบะมีชายฉกรรจ์สามสี่คน ผมคิดว่าน่าจะเป็นตำรวจมาตรวจค้นแคมป์ของเราจึงออกไปพูดคุย สรุปแล้วเป็นทีมงานผู้ใหญ่บ้านแวะมาดูแลความเรียบร้อย ถือเป็นการต้อนรับนักเดินทางอย่างอบอุ่นของผู้ใหญ่บ้านมือใหม่กับลูกทีมที่ดูแข็งขัน พาให้นอนหลับได้อย่างอุ่นใจในที่ไม่คุ้นเคย

ยามเช้าอากาศเย็น ผมจัดเตรียมกล้องลงไปที่ริมน้ำ เรือเริ่มกลับเข้าฝั่ง พ่อค้าปลากลับมาพร้อมกับปลาที่เขาขับเรือไปซื้อจากชาวประมง มีปลายาง ปลาแค้ ปลาก่ำ และปลาเล็กๆอีกหลายตัว การนั่งเรือออกไปรับซื้อก็เป็นเส้นทางทำเงินอีกแบบที่ไม่ต้องลงทุนซื้อหาอุปกรณ์หาปลา เพียงแต่เตรียมเงินทุนไว้เท่านั้น พ่อค้าซื้อปลาจากทั้งคนไทยและคนลาว "ญาติพี่น้องกันทั้งนั้น" เขาบอกเมื่อถามถึงชาวประมงที่ฝั่งลาว "ขายปลาให้ฝั่งไทยได้ราคาดีกว่า" พ่อค้าปลาพูดเสริมก่อนจัดแจงจับปลาใส่ถุงชั่งกิโลเตรียมไปขายให้คนในหมู่บ้านและพ่อค้าจากที่อื่น
ตรงแก่งช้างหมอบนี้มีต้นลำแซงอยู่จำนวนมาก และมันกำลังตาย ชาวบ้านบอกว่าเพราะน้ำขึ้นลงไม่ปกติ ทำให้มันปรับตัวไม่ทันและตายลง จุดที่เรียกว่า "แซงชุม" ซึ่งชาวบ้านใช้เป็นจุดเด่นในการดึงนักท่องเที่ยวกำลังจะหายไป "มันเพิ่งจะตายปีสองปีนี้แหละ" ชาวบ้านคนหนึ่งบอกถึงชะตากรรมของต้นลำแซงในแม่น้ำโขง แน่นอนว่าข้อสงสัยคือเขื่อนที่สร้างกั้นแม่น้ำโขงส่งผลกระทบกับระบบนิเวศนี้ด้วยหรือไม่?
ระดับน้ำที่ขึ้นๆลงๆยังส่งผลต่อการท่องเที่ยวอีกด้วย โดยปกตินักท่องเที่ยวจะเดินข้ามไปยังเกาะแก่งต่างๆได้ในฤดูแล้ง แต่เมื่อระดับน้ำไม่ปกติ ช่วงที่ควรจะแห้งก็ไม่แห้งทำให้ส่งผลกระทบต่อการจัดการการท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน "พอน้ำแห้งเขาก็จะพาลูกพาเมียเดินข้ามแก่งไปนั่งกินข้าวกันบนเกาะ เดี๋ยวนี้ไปได้บ้างไม่ได้บ้าง" ชาวบ้านเล่าให้ฟังถึงผลกระทบจากการท่องเที่ยว

บ้านสองคอน อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร
จากเขมราฐเราลัดเลาะไปจนถึงบ้านสองคอน จ.มุกดาหาร ที่นั่นเราได้ลงเรือหาปลากับชาวบ้าน โดยมีพี่ชู ซึ่งเป็นเจ้าของรีสอร์ตเล็กๆริมน้ำโขงนำเที่ยว พี่ชูมีนายท้ายเรือที่ถูกใจผมมากชื่อพี่แอร์น้อยเป็นผู้ควบคุมเรือและยังเป็นนายแบบให้ผมด้วย


วิธีการจับปลาและชนิดของปลาที่จับได้ในแต่ละพื้นที่ของแม่น้ำโขงแตกต่างกันออกไป อย่างที่บ้านสองคอนนี้จะจับปลาด้วยวิธี "ไหลมอง" หรือไหลตาข่ายไปตามร่องน้ำ คล้ายๆการลากอวน แต่ข่ายมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก
การไหลมองนั้นจะทำกันเป็นรอบ ต่อคิวกันเหมือนวินมอเตอร์ไซค์ ชาวประมงจะไหลมองไปตามร่องน้ำเพื่อดักปลาที่ว่ายทวนน้ำ การไหลมองต้องใช้ทักษะและประสบการณ์สูง ต้องรู้ว่าตรงไหนพื้นเรียบตรงไหนมีโขดหิน เพื่อที่จะยกข่ายขึ้นให้พ้นโขดหิน ถ้ายกไม่ทันข่ายจะขาดเสียหายได้ ใครอยากได้ปลาเล็กก็ใช้ข่ายตาเล็ก ใครต้องการปลาใหญ่ก็เลือกข่ายตาใหญ่ นอกจากนี้ยังมีการทอดแห วางเบ็ดเหมือนกับที่อื่นๆด้วย ที่นี่มีธรรมเนียมที่น่ารักอย่างหนึ่ง คือถ้าใครได้ปลาใหญ่จะต้องเลี้ยงเหล้าเพื่อนพราน เป็นสายสัมพันธ์ของพวกฝูงผ่านสายน้ำโขง
พี่ชูกับพี่แอร์น้อยพาผมนั่งเรือพาลัดเลาะเกาะแก่งไปทุกที่ในละแวกนั้น มันเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่พวกเขาหมายมั่นปั้นมือดึงดูดนักท่องเที่ยวนักเดินทางที่อยากใช้ชีวิตกับธรรมชาติ ได้เรียนรู้ ได้อยู่กินกับธรรมชาติและชาวบ้านจริงๆ สำคัญมันสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านได้ด้วย ทัวร์แม่โขงกับข้าวเหนียวหนึ่งกระติบ แจ่วแซบๆ แล้วไปหาปลาเอากลางแม่น้ำ ตั้งแคมป์นอนกลางโขง ดูดาวล้านดวงแล้วพูดคุยกับพรานปลา ผมว่ามันเป็นโปรแกรมทัวร์ที่น่าไปลองสักครั้ง


เรือดูดหินดูดทรายเลาะไปตามลำน้ำ ใกล้ๆกันเป็นเรือหาปลาลำเล็ก "เมื่อก่อนมันดูไม่เลือกที่ ตรงที่เขาหาปลาก็ดูด จนต้องแบ่งพื้นที่กันให้ชัดเจน" พี่ชูเล่าถึงความขัดแย้งระหว่างชาวประมงกับเรือดูดทราย
ระบบนิเวศถูกแปรเปลี่ยนไปหมดแล้ว สันดอนทรายเปลี่ยนรูปภายในเวลาไม่ถึงสิบปี การให้สัมปทานของลาวส่งผลกระทบทั้งลำน้ำ มันไม่สามารถแยกระบบนิเวศออกจากกันได้เลยแม้ว่าหินทรายจะถูกดูดในอาณาเขตของลาวเป็นหลัก
พรานปลามักปลอบใจตัวเองกับการจับปลาที่หายากขึ้นว่า "วันนี้ไม่มีโชค" เขื่อนที่อยู่ไกลออกไปถูกพูดถึงไม่บ่อยนักกับคนต่างถิ่น แม้จริงๆแล้วเขารู้ดีกว่าใครๆว่าน้ำโขงเปลี่ยนไปมากขนาดไหน
ค่ำคืนที่อากาศเย็นลง แสงไฟกลางแม่น้ำวิบวับ เรานั่งอยู่ที่แคมป์หันหน้าออกไปทางแม่น้ำ พี่ชูย่างปลาที่ชาวบ้านให้มา ผมปั้นข้าวเหนียวรอในมือ แจ่วสูตรพี่นกพี่สาวของพี่ชูนั้นแซบหลาย ผักสดที่ปลูกไว้ริมฝั่งแม่น้ำคือผักแกล้ม มันเป็นความอุดมสมบูรณ์เล็กๆที่ยืนอยู่บนการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่
อีกฟากฝั่งในประเทศลาว เสียงดนตรีอื้ออึง งานสงกรานต์น่าจะเริ่มต้นแล้ว คนลาวชอบฟังเพลงไทย ส่วนคนไทยบ้านสองคอนหลายคนนิยมเพลงจากศิลปินลาว ยอดวิวยูทูบของศิลปินลาวหลักล้านที่พี่แอร์น้อยเปิดจากโทรศัพท์ให้ดูถือว่าไม่ธรรมดา คนสองฝั่งโขงล้วนมีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาเนิ่นนานอย่างที่หลายคนเรียกว่า "บ้านพี่เมืองน้อง" เสียดายที่เราไม่มีโอกาสจะข้ามไปฝั่งลาวได้ในสถานการณ์ที่มีโรคระบาดเช่นนี้
เวลาสองวันที่บ้านสองคอน ผมค่อยๆเห็นความรักความผูกพันระหว่างคนกับแม่น้ำชัดขึ้น บางคนหาปลายังชีพทั้งกินเองและขาย และมีบางคนที่เงินทองเหลือเฟือแต่การหาปลาเป็นสำนึกส่วนหนึ่งของชีวิต การลงเรือหาปลาจึงเป็นบางสิ่งบางอย่างที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณไม่ให้ลืมตัวตนของตัวเอง บางคนออกเรือมานั่งกลางลำน้ำเพื่อจิบกาแฟก่อนจะไปทำงานก็มี แม่น้ำโขงจึงผูกพันและเป็นมากกว่าแหล่งอาหาร มันยังเป็นที่ฝึกจิตฝึกใจ เป็นที่ฝึกว่ายน้ำของเด็กๆ เป็นที่พบปะสังสรรค์ของพรานปลา เป็นที่ฝึกลูกชายสักคนให้รู้จักแม่น้ำ และบางเวลาก็เป็นต้นกำเนิดเรื่องเล่าสยองขวัญในช่วงสงครามอินโดจีน


เมืองนครพนม
จากมุกดาหารขับมาจนถึงพระธาตุพนม เราแวะพักกันไม่กี่นาทีก่อนเดินทางไปถึงนครพนม พี่อั๋นพาผมทัวร์เมืองเก่าย้อนวันวานไปในสถานที่ต่างๆ ทั้งบ้านนาจอก โบสถ์เก่า ฯลฯ สถานที่เก่าๆเหล่านี้บันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ริมฝั่งโขงไว้มากมายจนผมต้องกลับมาหาหนังสืออ่านต่อ อะไรที่เคยรู้เคยเชื่อมาบางอย่างมันไม่จริงเลย การเดินทางมันทำให้เราตั้งคำถามกับความเชื่อแบบเก่าๆของเราเสมอ ซึ่งนั่นนำไปสู่การเรียนรู้ การพัฒนามากกว่าการเชื่ออย่างท่องจำสืบต่อกันมา
นครพนมเป็นเมืองใหญ่ที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์หลายอย่างที่ผมสนใจ แต่ด้วยความที่ยังมีข้อมูลไม่มากพอจึงมองภาพไม่ออกว่าจะเริ่มต้นถ่ายภาพตรงไหนดี เราจึงทำได้เพียงแค่เที่ยวเตร็ดเตร่ไปเรื่อย แวะร้านกาแฟคนรู้จักพี่อั๋นบ้าง ขับรถเลียบแม่น้ำไปลานพญานาคที่เป็นแลนด์มาร์คของเมือง แล้วจากนั้นก็วนหาที่พัก
ด้วยความที่ผมไม่ถนัดความเป็นเมืองมากนัก มานครพนมคราวนี้จึงเป็นเหมือนที่พักก่อนกลับบ้านมากกว่า มีจุดสำคัญ 2-3 จุดที่ผมขอให้พี่อั๋นพาไป เรานอนกันที่อาจสามารถแคมป์ แคมป์เล็กๆน่ารักๆริมน้ำโขง ชั้นบนเป็นร้านกาแฟ ส่วนด้านล่างเป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มอื่นๆ หมอกควันทำให้เราแทบมองไม่เห็นทิวเขาฝั่งลาวเลย จะเห็นได้ชัดๆก็เป็นภาพวาดสีสดของเจ้าของแคมป์นั่นแหละที่พอจะให้เราจินตนาการถึงความงามของภูเขาเบื้องหน้าได้ ชาวบ้านยกยออยู่ใกล้ๆแคมป์ หนุ่มเจ้าของกระชังปลาว่ายน้ำคลายร้อนหลังเสร็จภารกิจให้อาหารปลา แล้วก็แวะมาคุยหยอกล้อเล่นป้าที่กำลังยกยออยู่ เป็นภาพของคนริมโขงภาพสุดท้ายในทริปนี้ที่ผมยกกล้องถ่ายภาพไว้
ถึงตรงนี้เราจัดแจงข้าวของใหม่ ไม่ต้องคิดวางแผนอะไรอีกแล้ว อาบน้ำอาบท่าและได้นั่งสนทนากันสักครู่ก่อนเข้านอน สิ่งสำคัญที่สุดเวลานี้คือสะสมพลังงานเพื่อเดินทางกลับบ้านเพื่อไปทำภารกิจอื่นต่อไป
มันเป็นประสบการณ์การเดินทางถ่ายภาพที่แปลกใหม่ จากคนที่เคยใช้เวลานานๆในการทำงานกับพื้นที่เดิมๆ ตลอดการเดินทางผมได้เห็นความหลากหลายของเรื่องราว แต่ก็มีเวลาไม่มากพอที่จะเก็บรวมรวบเป็นภาพถ่าย บางสิ่งบางอย่างขับรถผ่านแต่ก็ไม่ได้ถ่าย จนมานึกเสียดายตอนที่มันกลับไปถ่ายไม่ได้แล้ว ความสนุกของการทำงานแบบ Road Trip คงเป็นเช่นนี้ ผมควรศึกษาข้อมูลให้มาก เก็บมันไว้ในหัว เป็นคลังข้อมูลเมื่อเห็นสิ่งใดที่คิดว่าใช่ก็จัดการถ่ายภาพนั้นซะ คิดให้เร็ว ตัดสินใจให้เด็ดขาด
การเดินทางมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การได้เดินทางเป็นการหล่อเลี้ยงชีวิตในส่วนหนึ่ง มันเติมเต็มความเป็นมนุษย์ เรื่องราวระหว่างการเดินทางทำให้ผมเห็นความดีงามและความชั่วร้ายทั้งในอดีตและปัจจุบัน ผมพยายามบันทึกมันไว้เป็นภาพถ่ายเพื่อ "บันทึกยุคสมัยในสายตา" ผ่านการเดินทาง
ขอบคุณพี่อั๋น ศิริพงษ์ โพธิ์ศิริ และคุณทองดี แห่ง Vantastic diary ที่ชวนกันออกเดินทาง
จนกว่าจะได้เดินทางอีกครั้ง....

บันทึกการเดินทางโดย ชลิต สภาภักดิ์



Comments