Rotational Farming : ไร่หมุนเวียน
- The Countryman

- Feb 25, 2021
- 3 min read
Updated: Aug 18, 2021
คนกับป่า
คนปกาเกอะญอใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับป่ามาอย่างยาวนาน การพึ่งพากันระหว่างคนกับป่าจึงมีการพัฒนาองค์ความรู้ในเรื่องการจัดการนิเวศป่าเพื่อเลี้ยงชีพ พร้อมทั้งดูแลและฟื้นฟูธรรมชาติรอบตัวให้ยั่งยืนมาจนถึงรุ่นลูกหลาน โดยผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิมและแนวคิดของเยาวชนรุ่นใหม่
มีคำพังเพยของปกาเกอะญอที่ว่า "Au hti k’tauz hti, auf kauj k’ tauz kauj" "ออ ที เกอะตอ ที เอาะ ก่อ เกอะตอ ก่อ" "ได้ดื่มจากน้ำให้รักษาน้ำ ได้กินจากป่าให้รักษาป่า"
ปกาเกอะญอจึงมีเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับการพึ่งพาป่า โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกี่ยวกับอาหารการกิน ซึ่งทำให้องค์ความรู้ในระบบการจัดการอาหารและแหล่งอาหารจึงมีความสำคัญต่อวีถีชีวิตของชาวปกาเกอะญอเป็นอย่างมาก

พ่อหลวงชัยประเสริฐ โพคะ จากบ้านห้วยหินลาดในกล่าวเกี่ยวกับอาหารว่า "ปู่ผมสอนไว้ว่าแหล่งอาหารของปกาเกอะญอมาจากทุกหนทุกแห่ง แต่สามารถแบ่งเป็น 3 แหล่งหลักๆ คือ Lauj of (หล่อโอะ) ที่อยู่อาศัย Lauj maz auf (หล่อมาเอาะ) ที่ทำกิน และ Lauj qu auf (หล่อฆือเอาะ) ที่หากิน ทั้งสามที่ล้วนผลิตอาหารให้คนกินได้ทั้งสิ้น โดยที่อยู่อาศัยผลิตอาหารจากสัตว์เลี้ยง สวนครัว ส่วนที่ทำกินในไร่ ในนาผลิตข้าวและพืชผักต่างๆ และที่หากินสามารถเก็บพืชผัก เก็บผลผลิตจากป่า และใช้กับดักสัตว์จับสัตว์มากินเป็นอาหาร เป็นต้น" นั่นหมายถึงอาหารที่ใช้กินเพื่อความอยู่รอดของคนที่อยู่ในป่ามีอยู่รอบตัวพวกเขา และที่สำคัญพวกเขายังมีระบบการจัดการแหล่งอาหารให้เพียงพอ มั่นคง และยั่งยืน


เมื่อพูดถึงระบบการจัดการอาหารของชาวปกาเกอะญอจึงมีมุมมองที่หลากหลาย ยกตัวอย่าง เช่น มุมมองในด้านการทำมาหากินและการอาศัยจากป่า ชาวปกาเกอะญอพูดว่า “Maz htu auf yuj, mazwai auf me" "ทำไร่หมุนเวียนได้กินข้าวและพืชผักจากทุ่งไร่ วางกับดักสัตว์ได้กินนกหนูจากแนวป่า" หรือคำกล่าวที่ว่า "Lauz le hti ne hsgi, htauf le hko ne qo" "ลงน้ำได้กินปลา ขึ้นบกได้กินเนื้อสัตว์" และหากมองเชิงความสัมพันธ์ในการผลิตอาหาร ชาวปกาเกอะญอกล่าวไว้ว่า "Maz dauv kuj, auf dauv k’caj" "ทำอย่างทาส กินอย่างราชา" นิยามนี้ให้ความหมายในความเป็นอธิปไตยระหว่างคนและระบบจัดการอาหารของตนเอง ความมีอำนาจจัดการเหนือการผลิตและการบริโภคอาหารของตนเอง ดังจะเห็นจากความสัมพันธ์ระหว่างคนและการบริโภคอาหารบนฐานของความอยู่รอด ซึ่งต้องอดออมและแบ่งสันปันส่วนดังคำกล่าวที่ว่า "Taj dof auf pij , taj hsiv auf nauz" "ของใหญ่ต้องหยิบกิน ของเล็กต้องแบ่งปัน" และท้ายที่สุดการแบ่งสันปันส่วนอาหารใช้ฐานคิดปรัชญาของความอยู่รอดของส่วนรวมหรือคนทั้งชุมชน ดังคำกล่าวว่า "Auf baf auf baf dau hif, saf wi saf wi dau hif" "ได้กินอิ่มต้องอิ่มทั้งหมู่บ้าน อดอยากต้องอดทั้งหมู่บ้าน"


โดยสรุปคำนิยาม หลักคิด ปรัชญา สิทธิ อำนาจ (อธิปไตย) การจัดการอาหารของปกาเกอะญอ (Food Sovereignty) จึงมีความเฉพาะในเชิงอัตลักษณ์ที่กลมกลืนกันอย่างเป็นองค์รวมระหว่างการจัดความสัมพันธ์ของคน (ชุมชน) ธรรมชาติ (ไร่ นา ดิน น้ำ ป่า) และสิ่งเหนือธรรมชาติ (จิตวิญญาณ) อธิปไตยทางอาหารของคนปกาเกอะญอจึงมีความสำคัญทั้งต่อคนปกาเกอะญอ คนในสังคมไทย และมวลมนุษยชาติ

ไร่หมุนเวียน ≠ ไร่เลื่อนลอย
ปกาเกอะญอได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มชนที่มีชีวิตความเป็นอยู่เรียบง่ายอย่างที่สุด ชาวปกาเกอะญอใช้ชีวิตสอดคล้องและสัมพันธ์กับธรรมชาติ ปากท้องของคนปกาเกอะญอฝากไว้กับดิน น้ำ ป่า เขา เมฆ ฝน ลม ไฟ และอากาศ นานมาแล้วที่ชนกลุ่มนี้ทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องอยู่ในไร่ (Quv) ที่เรียกกันว่า “ไร่หมุนเวียน”
ไร่หมุนเวียนเป็นการทำเกษตรกรรมธรรมชาติรูปแบบหนึ่งของมนุษย์ที่มีประวัติความเป็นมานานกว่าหนึ่งหมื่นปีก่อนคริสตกาล เรียกได้ว่าเป็นการเพาะปลูกในยุคแรกๆ ของมนุษย์เลยก็ว่าได้ ปัจจุบันแม้ว่าการทำเกษตรกรรมจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปอย่างหลากหลาย ทว่าผู้คนทั่วโลกกว่า 500 ล้านคนในกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆไม่น้อยกว่า 3,000 กลุ่ม ยังคงทำเกษตรกรรมแบบไร่หมุนเวียน คิดเป็น 30 % ของพื้นที่เกษตรทั่วโลก
การทำไร่หมุนเวียนแม้ว่าจะเป็นการทำเกษตรกรรมยั่งยืนที่มีความเกื้อกูลกันต่อระบบนิเวศเป็นอย่างมากตามความเชื่อของปกาเกอะญอที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ดังคำกล่าวที่ว่า "P’maz muj p’geij av hsoov, p’ maz wai p’ geij av hsoov Bukwij lauz av hkof meij qoo, siv pgaj ne moo le blauf pooz" "เราทำมาหากิน เราเดินตามระบบที่บรรพชนวางไว้ เราทำไร่หมุนเวียน เราก้าวตามระบบที่บรรพชนมีไว้ พอรวงข้าวในไร่หมุนเวียนโน้มรวงลง กลิ่นข้าวหมากเหล้าเชยกลิ่นไปทั่วศาลาวัฒนธรรมของชุมชน" ทว่าคนส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่าการทำไร่หมุนเวียนคือการทำไร่เลื่อนลอยที่ทำลายธรรมชาติ โดยเฉพาะการทำลายพื้นที่ป่าไม้ ทั้งที่ความเป็นจริงนั้นการทำไร่หมุนเวียนเป็นการจัดสรรพื้นที่ทำกินในระบบธรรมชาติที่มีสัมพันธภาพอันซับซ้อนระหว่าง มนุษย์ สัตว์ และระบบนิเวศที่อยู่รอบตัว
การทำไร่หมุนเวียนของชาวปกาเกอะญอเป็นการทำเกษตรกรรมที่สอดคล้องกับการดำรงอยู่ของคน สัตว์ และป่า ทำให้ป่ากลับฟื้นคืนมาได้ สัตว์ป่าอยู่รอดปลอดภัยขยายพันธุ์และเป็นระบบเกษตรกรรมที่ทำให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้ มีความมั่นคงทางอาหารสูง ปลอดภัยจากสารเคมี ระบบนิเวศในพื้นที่ทำการเกษตรยังคงมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ซึ่งปัจจุบันนักวิชาการในสาขาที่เกี่ยวข้อง เช่น เกษตรศาสตร์ วนศาสตร์ นิเวศวิทยา และมานุษยวิทยานิเวศต่างก็ยอมรับในความสำคัญเชิงนิเวศของระบบการทำเกษตรแบบไร่หมุนเวียน

ในอดีตเคยมีการศึกษาวิจัยไร่หมุนเวียนตามแนวทางสายนิเวศวิทยามนุษย์ (human ecology) โดยนักสังคมศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์ คือ Farmers in the Forest ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงความหลากหลายของระบบการทำไร่หมุนเวียนในภาคเหนือของคนไทย ซึ่งไม่ใช่ระบบเกษตรที่จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงเท่านั้น แต่คนชนพื้นราบเองก็มีส่วนสำคัญในการทำไร่บนพื้นที่สูง ซึ่งจำแนกระบบการทำไร่หมุนเวียนในภาคเหนือขณะนั้นออกเป็น 4 ระบบด้วยกัน คือ
1. ระบบที่ทำการเกษตรซ้ำพื้นที่ในระยะสั้นและทิ้งให้ไร่ฟื้นตัวในระยะสั้น (คนชนพื้นราบหรือคนเมืองที่เรียกกัน)
2. ระบบที่ทำการเกษตรซ้ำพื้นที่ในระยะสั้นและทิ้งให้ไร่ฟื้นตัวในระยะยาว (ลัวะและกะเหรี่ยง)
3. ระบบที่ทำการเกษตรซ้ำพื้นที่ในระยะยาวและทิ้งให้ไร่ฟื้นตัวในระยะยาว (ม้ง เมี่ยน ลาหู่ อาข่า ลีซูเป็นต้น)
4. สวนไม้ยืนต้นถาวร/สวนเมี่ยง (คนเมืองและไม่จำกัดกลุ่มชาติพันธุ์)

ในงานวิจัยชิ้นนี้ยังพบข้อมูลที่น่าสนใจอีกว่า หากรักษารอบการหมุนเวียนไร่ไว้ได้ระหว่าง 7-12 ปี ธาตุอาหารในดินจะคืนความสมบูรณ์เต็มที่ ให้ผลผลิตที่ดี สอดคล้องกับระบบการทำไร่หมุนเวียนของปกาเกอะญอและลัวะในหลายพื้นที่ที่ทำไร่หมุนเวียนแบบระบบที่ 2 ซึ่งเป็นระบบที่ทำเกษตรระยะสั้นและทิ้งไว้ให้ไร่ฟื้นตัวในระยะยาว ซึ่งถือได้ว่าเป็นระบบเกษตรธรรมชาติที่สร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบนิเวศ

ปัจจุบันแม้จะมีความพยายามสร้างความรู้เข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการทำเกษตรแบบไร่หมุนเวียน ทว่าแนวคิดของการทำไร่เลื่อนลอยที่เคยพูดแบบเหมารวมระบบทั้งหมดนั้น มาจากการทำไร่ระบบที่ 3 ซึ่งเป็นระบบที่ทำการเกษตรซ้ำพื้นที่ในระยะยาวและทิ้งให้ไร่ฟื้นตัวในระยะยาว ซึ่งระบบนี้เคยเข้าใจว่าเป็นการบุกเบิกป่าใหม่เพราะทิ้งให้มีการฟื้นตัวยาวนานมาก จนบางทีกลายเป็นป่าจริงๆ ขณะเดียวกันระบบนี้เคยถูกนำไปอิงกับการทำไร่ฝิ่น เมื่อมีกฎหมายห้ามทำฝิ่นระบบนี้ก็ถูกห้ามทำไปด้วย และกล่าวหากันว่าเป็นไร่เลื่อนลอยและทำลายป่า ซึ่งแนวคิดดังกล่าวนี้ต่างจากความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง นั่นเพราะไร่หมุนเวียนเป็นระบบเกษตรวัฒนธรรมที่ผสมผสานระหว่างการเกษตรและป่าไม้โดยอิงอาศัยอยู่กับธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ โดยการเปลี่ยนพื้นที่ไร่เหล่า (hsgif) เป็นพื้นที่ไร่ (Quv) ด้วยการตัด ฟัน โค่น และเพาะปลูก และทิ้งพื้นที่ให้พักฟื้นในระยะที่เหมาะสม มีการพักดินอย่างเป็นระบบเพื่อรักษาดุลยภาพ ดิน น้ำ ป่า เพื่อสามารถทำเกษตรได้ต่อเนื่องและครบวงจร ไร่หมุนเวียนเป็นระบบเกษตรที่ผสมผสานกับระบบเกษตรอื่นๆ เช่น ทำนา สวน เกษตรป่า (ป่าเมี่ยง) การเลี้ยงสัตว์ ฯลฯ ระบบนี้เน้นการผลิตแบบพึ่งพาตนเอง ความหลากหลายของพันธุ์พืชความมั่นคงทางอาหาร และการสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ

ไร่หมุนเวียนยังได้ชื่อว่าเป็นเกษตรกรรมแบบยั่งยืนที่เป็นแหล่งรวมองค์ความรู้ในการบำรุงรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน ในการทำไร่หมุนเวียนนั้น การรักษาหน้าดินให้มีความอุดมสมบูรณ์เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ปกาเกอะญอไม่ใช้วิธีขุดพลิกหน้าดิน ในการถางไร่พวกเขายังคงเก็บตอไม้ตอไผ่ไว้ ไม่มีการขุดรากถอนโคน เพราะตอไม้เหล่านี้จะช่วยยึดโครงสร้างผืนดินไว้อย่างเหนียวแน่น ยากต่อการพังทลายของหน้าดิน ประกอบกับการเลือกพื้นที่ไร่หมุนเวียนไม่ได้เลือกพื้นที่ที่เป็นป่าต้นน้ำ ป่าดิบชื้น และพื้นที่ยอดดอย แต่จะเลือกพื้นที่ที่มีระดับต่ำลงมา ความลาดชันน้อยกว่า อุณหภูมิสูงกว่า สภาพดินจึงมีความแห้งและแข็งแกร่ง รวมถึงขนาดของต้นไม้ใหญ่ เพราะเป็นพื้นที่ไร่เหล่าที่มีช่วงอายุฟื้นคืน 7-10 ปีเท่านั้น ทำให้หน้าดินรับน้ำหนักไม่มากเท่ากับป่าต้นน้ำ หรือป่าดิบชื้นที่ไม่เคยมีการแผ้วถางไร่มาก่อน

ชาวบ้านปกาเกอะญอบอกว่า ในการปลูกข้าวและพืชผักลงในพื้นที่ไร่ จะขุดดินลงเพียงเล็กน้อย โดยใช้เสียม (บอโถ่) ที่มีการออกแบบเป็นการเฉพาะ มีขนาดเล็ก รอยเสียมจะมีขนาดเท่ารอยเท้าเก้งรอยเท้ากวางเท่านั้น ซึ่งไม่มีผลกระทบถึงขั้นเกิดการพังทลายของหน้าดินและทำลายโครงสร้างดิน ในขณะเดียวกันการถางหญ้าพรวนดินจะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า "ขละ" หรือ "ขอดายหญ้า" ซึ่งมีการออกแบบเป็นการเฉพาะเช่นเดียวกัน มีลักษณะงอโค้งเงยฟ้า ลักษณะดังกล่าว ช่วยป้องกันไม่ให้กินเนื้อดินลึกลงไป การถางหญ้าและพรวนดินจะอยู่ในระดับผิวดินเท่านั้น ซึ่งก็หมายถึงการป้องกันผลกระทบต่อโครงสร้างของดินและการพังทลายของหน้าดินนั่นเอง


องค์ความรู้เหล่านี้นับเป็นภูมิปัญญาอันแยบยลและพิถีพิถันในการรักษาและป้องกันการพังทลายของหน้าดินและดินถล่ม ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ในการทำไร่ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานและจิตสำนึกในการตอบแทนบุญคุณผืนป่าซึ่งมีความหมายครอบคลุมทั้งดิน น้ำ และพืชพันธุ์ไม้ที่มีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างแนบแน่น ยิ่งไปกว่านี้ การทำไร่หมุนเวียนรูปแบบทำสั้นและทิ้งยาวแบบที่ปกาเกอะญอทำการผลิตอยู่นั้นไม่ทำให้โครงสร้างของดินเปลี่ยนไป ทั้งนี้เพราะเวลาตัดไม้จะเก็บตอไม้ไว้สูงราวหนึ่งเมตรขึ้นไปทำให้ตอไม้ไม่ตาย จะแตกกิ่งแตกใบใหม่ โครงสร้างภายในดินจึงไม่เปลี่ยนและไม่เสี่ยงต่อการพังทลายของหน้าดิน

ไร่เหล่า สายเลือดแห่งชีวิต
“laiz le hsgif pooz hauf t’ geiz , seif si seif dauv caj htauf keiz”
เวียนกลับมาเยี่ยมไร่เหล่าอย่าได้กังวลเลย ทั้งนี้เพราะตอไม้ที่ดูเหมือนตายไปนั้นจะแตกหน่อแตกใบใหม่ขึ้นมาอีก


ไร่เหล่า (Hsgif) คือไร่ที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ตามธรรมชาติเพื่อให้ระบบนิเวศได้ฟื้นคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารในดินและดำรงไว้ซึ่งความหลากหลายของพืชพันธุ์ที่เจริญงอกงามภายหลังการถูกปล่อยทิ้งไว้ หากปราศจากไร่เหล่าเสียแล้ว ความสามารถในการผลิตและความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินย่อมหมดไป จนอาจเรียกได้ว่าไร่เหล่าคือกระดูกสันหลังของการทำไร่หมุนเวียนก็ว่าได้

ปกาเกอะญอใช้กลไกการบำรุงรักษาระบบนิเวศผ่านระบบการจัดการไร่เหล่า ในไร่เหล่าพืชพันธุ์หลากหลายชนิดยังคงเจริญเติบโตต่อไปและยังเก็บมากินได้ อีกทั้งยังมีพืชสมุนไพรอีกมากมายหลายชนิด อาทิ หญ้าสาบเสือ (ชอโพเกวะ) ใช้รักษาแผลสด, ใบหนาด (พอปก่าหล่า) เปล้าใหญ่ (ซะเกอะวะ) ใช้รักษาแผลฟกซ้ำ, มะขามป้อม (เส่ญาส่า) ใช้รักษาปวดฟัน, เส่แกวโจ่ และเส่วาลอ ใช้รักษาท้องเดิน, นอโพและนาปอจอ ใช้แก้ไข้ ตัวร้อน เป็นต้น นอกจากนี้ ไร่เหล่ายังเป็นแหล่งอาหาร ที่พักอาศัยและแพร่พันธุ์ของสัตว์ต่างๆ ทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่านานาชนิดตั้งแต่สัตว์เล็กไปจนถึงสัตว์ใหญ่
การพักที่ดินในไร่เหล่าเป็นการเปิดพื้นที่ให้สังคมพืชได้ขึ้นมาทดแทนกันเอง ในไร่เหล่าเราพบพันธุ์ไม้ 253 ชนิด ลูกไม้ 345 ชนิด พืชพรรณในไร่เหล่าจะมีความหลากหลายเพิ่มขี้นอีกเมื่อพักดินให้นานขึ้น นอกจากพรรณไม้แล้ว ในพื้นที่ไร่เหล่ายังเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยแหล่งอนุบาลเพาะเลี้ยงและหลบภัยของสัตว์ป่านานาชนิด ไร่เหล่าในปีที่หนึ่งและสอง เป็นแหล่งอาหารของสัตว์ จะมีสัตว์ตัวเล็ก นก หนู นานาชนิด หากินและเพาะพันธุ์อยู่ที่นั่น ไร่เหล่าปีที่สามและสี่ จะมีสัตว์ใหญ่กว่าเข้ามาอาศัยเพิ่ม เช่น เก้ง หมูป่า อีเห็น สัตว์ปีก ฯลฯ เข้ามาหากินและหลบภัย ในปีที่ห้าขึ้นไปจนถึงปีที่สิบ จะเป็นที่หากินของสัตว์ปีกหลายชนิดเข้ามาหากินและอาศัยหลบภัย ส่วนสัตว์บนดินจะมาหากินแล้วกลับไปหลบภัยในไร่เหล่าปีที่สี่และห้า เพราะปีที่หกขึ้นไปต้นไม้ยืนต้นสูงโปร่งใต้ต้นไม้จะโล่งมากขึ้น เพราะฉะนั้นที่ไหนยังมีไร่เหล่า ความหลากหลายของพันธุ์สัตว์ก็จะมีมากขึ้นตามไปด้วย
ปกาเกอะญอกล่าวว่า “Htof kauv si t’ beif s’ yuj hklej nwi htoof , kauz yoo pgaj si t’ du s’ yuj pgaj nwi pgaj neif lauz” “นกกกตายหนึ่งตัว ต้นไทรเจ็ดต้นต้องเงียบเหงา ชะนีตายหนึ่งตัว ป่าเจ็ดป่าต้องวังเวง”

เป็นการชี้ให้เห็นถึงความพึ่งพาอาศัยกันของสิ่งมีชีวิตในป่า การพักที่ดินในรูปแบบไร่เหล่าจึงถือเป็นการอนุรักษ์พันธุกรรมในถิ่นเดิม (In-situ) เป็นการอนุรักษ์พันธุกรรมที่มีชีวิตและมีการใช้ประโยชน์ (Living Conservation) เพราะพันธุกรรมพืชและสัตว์ได้ขยายเผ่าพันธุ์หมุนเวียนในถิ่นเดิมตามวงจรไร่หมุนเวียนอย่างมีชีวิตชีวาและชาวบ้านก็อาศัยทั้งพืชและสัตว์ในการใช้ประโยชน์และอนุรักษ์พรรณพืชเหล่านั้น
น่าเสียดายที่ความรู้ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องนับแต่อดีตที่ผ่านมาทำให้รูปแบบการทำไร่หมุนเวียนถูกมองว่าเป็นการทำไร่เลื่อนลอย เพราะนำพื้นที่ไร่หมุนเวียนไปเปรียบเทียบกับพื้นที่ป่า ไม่ใช่พื้นที่การเกษตร ทั้งที่ในความเป็นจริงพื้นที่ไร่เหล่าของระบบไร่หมุนเวียนเป็นพื้นที่เกษตร ไม่ใช่พื้นที่ป่าอย่างที่หลายคนเข้าใจ

ไร่หมุนเวียน ความร่มเย็นอันยั่งยืน
“Pau lauz kwei kwei hsaf le moo, seif kwaiv coj hpau gauz hsgif pooz” ส่องสว่างลงมาเถิดดาวบนฟ้า ส่องให้เห็นยอดไม้อ่อนที่งอกใหม่พร้อมดอกไม้ป่าบานสะพรั่งไปทั่วในไร่เหล่านั้น

ปกาเกอะญอเชื่อว่า บรรพชนที่จากไปจะไปเกิดเป็นดาวบนฟ้า คอยสอดส่องดูแลลูกหลานอยู่ตลอดเวลา คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นว่า บรรพชนที่เป็นดวงดาวบนฟ้าจะเป็นพยานในการมองเห็นไร่เหล่าที่เจริญงอกงาม สะพรั่งบานไปด้วยดอกไม้ป่านานาชนิด ซึ่งหมายถึงวงจรชีวิตทั้งคนและธรรมชาติได้เวียนกลับมางอกเงยใหม่ตลอดเวลานั่นเอง
สำหรับปกาเกอะญอแล้วระบบไร่หมุนเวียนเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงร่างกายและจิตวิญญาณให้ดำรงอยู่ปกติสุข ไร่คือแหล่งอาหาร คือห้องยาธรรมชาติ คือห้องเรียนทางจิตวิญญาณที่บ่มเพาะภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าที่ถ่ายทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ไร่หมุนเวียนไม่เพียงขับเคลื่อนชีวิต สืบต่อลมหายใจ หากยังมอบความร่มเย็นให้แก่คน สัตว์ รวมทั้งโลกใบนี้ การฟื้นตัวของ “ป่าหนุ่ม” หรือก็คือไร่เหล่าที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ลดปัญหาโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบัน "ป่าหนุ่ม" ที่เพิ่งเกิดใหม่ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดีกว่า "ป่าแก่" ซึ่งมีอัตราการเจริญเติบโตของกิ่งก้านใบต่ำกว่า "ป่าหนุ่ม" ที่พืชพันธุ์ต่างๆเจริญเติบโตกันอย่างเต็มที่

มีงานศึกษาวิจัยหลายชิ้นที่สนับสนุนแนวคิดดังกล่าวนี้ เช่น งานวิจัยของ Dr.Jurgen Blaser ผู้เชี่ยวชาญด้านป่าไม้นานาชาติ ที่ได้ตอบข้อถกเถียงเรื่องไร่หมุนเวียนได้สร้างผลภาวะทางอากาศหรือไม่นั้นไว้ดังนี้ คือ "โดยธรรมชาตินั้นป่าที่ฟื้นคืนตัวใหม่อย่างพื้นที่ 'ไร่เหล่า' ของไร่หมุนเวียน ต้นไม้จะต้องอาศัยคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อเอามาสร้างต้นและใบใหม่ และแน่นอนว่าความจำเป็นในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จะมีมากกว่าป่าที่โตเต็มที่แล้ว เพราะโดยธรรมชาติป่าที่โตเต็มที่แล้วนั้นจะเก็บคาร์บอนได้ดี แต่ความจำเป็นในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อมาใช้ย่อมมีน้อยกว่า"
งานวิจัยไร่หมุนเวียนที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่งคือ งานวิจัยของ ดร.สมศักดิ์ สุขวงศ์ นักวิชาการวนเกษตรและผู้เชี่ยวชาญป่าไม้ที่มีชื่อเสียงจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ศึกษา "ไร่เหล่า" ที่ฟื้นตัวของไร่หมุนเวียน และจากงานศึกษาของประยงค์ ดอกลำไย และคณะ (2553) ที่ต่างก็ได้ข้อสรุปที่สอดคล้องกันว่า การทำเกษตรระบบไร่หมุนเวียนจะไม่เพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศอันเป็นสาเหตุที่นำไปสู่ภาวะโลกร้อน และเป็นระบบการเกษตรแบบมีวัฏจักรที่สร้างสมดุลในตัวเอง แต่เมื่อใดที่ไร่หมุนเวียนถูกกดดันให้ปรับระยะการฟื้นตัวลดลง หรือการเปลี่ยนไร่หมุนเวียนให้กลายเป็นไร่ถาวรที่ต้องทำกินซ้ำที่เดิมทุกปี เมื่อนั้นวัฏจักรที่เป็นสมดุลตามธรรมชาติก็จะหมดวงจรไป ด้วยเหตุนี้การเปลี่ยนมาเป็นเกษตรแบบถาวรย่อมนำไปสู่การมีส่วนในการสร้างภาวะโลกร้อน

ภูมิปัญญาเก่าแก่ของการทำไร่หมุนเวียนยังเป็นสิ่งที่ปกาเกอะญอเล่าขานและเรียนรู้สืบต่อกันมานับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน "พันธุ์เผือก พันธุ์มัน" ที่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าขาน คือสัญลักษณ์ของการเก็บรักษาจิตวิญญาณของคนปกาเกอะญอที่ดำรงชีวิตอยู่อย่างเรียบง่ายภายใต้ธรรมเนียมประเพณีที่สืบต่อกันมา ข้าวปลาอาหารในไร่หมุนเวียนซึ่งเก็บกินได้ไม่มีวันหมดสิ้น คือหลักประกันแห่งชีวิตที่ยืนยันได้ว่า ชีวิตจะไม่อดยาก มีความมั่นคงทางอาหาร ตราบเท่าที่ไร่หมุนเวียนยังคงขับเคลื่อนไปตามวิถี และหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปตามวัฏจักรของธรรมชาติ อีกทั้งป่าไม้ก็ยังคงอุดมสมบูรณ์อยู่เช่นเดิมอีกด้วย


จากหนังสือ ต่า เอาะ เลอะ คึ : อาหารในไร่หมุนเวียน / ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, พ.ศ. 2561
เรื่อง : ดร.ประเสริฐ ตระการศุภกร / นายกสมาคมปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ภาพ : ชลิต สภาภักดิ์



Comments