top of page

Wild honey : คน ผึ้ง ป่า

Forest edge

  • Writer: Chalit Saphaphak
    Chalit Saphaphak
  • Jan 3, 2021
  • 1 min read

Updated: Aug 19, 2021

เลาะชายป่าภูพาน บ้านเชิงดอย

ผมนอนอยู่บนก้อนหินใหญ่ในป่าใต้ร่มต้นรังที่ใบเหลือไม่มากเพราะกำลังผลัดใบเตรียมรับฤดูแล้งที่จะมาถึง อย่างไรก็ดี อากาศไม่ร้อนนัก แม้แดดจะแรงแต่ลมยังเย็น ก้อนหินที่หลังผมนาบอยู่ก็เย็นจนบางครั้งทำให้หนาวเหมือนกัน หญ้าที่ขึ้นตามซอกหินแห้งเหี่ยว ขี้ควายบนลานหินกว้างก็แห้งเป็นดวงอยู่ทั่วลานหินแม่มาน ผมเดินตามชาวบ้านเชิงดอยมาเที่ยวและดูเขาเก็บใบไม้ไปย้อมผ้า ที่นี่เป็นแหล่งผ้าฝ้ายย้อมครามที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดสกลนคร

บ้านเชิงดอยอยู่ในอำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร ชาวบ้านที่นี่เป็นคนภูไทที่โยกย้ายมาจากอำเภอพรรณานิคมซึ่งอยู่อีกฝากฝั่งของเขาภูเพ็กตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 แรกเริ่มตั้งหมู่บ้านมีเพียงสามครอบครัวเท่านั้น ชาวบ้านเข้ามาใช้ชีวิตหากินอยู่กับป่าภูพาน


จนกระทั่งป่าภูพานประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติภูพานในปี พ.ศ. 2515 เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 7 ของประเทศไทย ชาวบ้านจึงต้องปรับตัวกับวิถีชีวิตใหม่จากกฏเกณฑ์ของอุทยานแห่งชาติ


เราเดินมาหยุดพักใต้ต้นกระบกที่ลูกร่วงเกลื่อนกลาด "เวลาขึ้นมาเลี้ยงวัวเลี้ยงควายพวกแม่ก็มาแวะหากินลูกกระบกนี่แหละ แต่กินมากไม่ได้ มันจะเมา" แม่ปรารี พิมมะทา เล่าชีวิตวัยเด็กให้ฟัง แม่ยังชี้ต้นไม้หลากหลายต้นให้ดู ต้นนั้นใช้ทำเสาบ้าน ต้นนี้ใช้ทำแป ต้นนั้นกินได้ ต้นนี้เป็นพิษ แต่ตอนนี้เจ้าหน้าที่ห้ามชาวบ้านตัดไม้แล้ว


จากลานหินแม่พาเดินตัดลงมาในป่าเขียวครึ้มราว 100 เมตรก็มาถึงลำธาร เราแวะกินน้ำกันตรงนี้ครู่หนึ่งแล้วก็รีบออกเดินกันต่อเพราะทนยุงลายไม่ไหว "ตรงนี้แม่แวะพักกินข้าว กินน้ำในลำห้วยนี่แหละ" "เดี๋ยวนี้ป่ามันมีคนจากที่อื่นเข้ามาด้วย มาเก็บเห็ดเก็บผักหวาน" แม่เล่าถึงผู้คนจากที่อื่นซึ่งมุ่งหน้าเข้าป่าภูพานมาเก็บของป่าไปขายนอกพื้นที่ ทั้งจาก อุดรธานี กาฬสินธิุ์ มหาสารคาม ฯ ทรัพยากรที่ชาวบ้านเคยเก็บกินใช้กันก็ลดน้อยลงไป

แม่ปรารีชี้ให้ดูลานหินพร้อมเล่าเรื่องราวในสมัยก่อนว่ามีช้างมานอนตากแดดบนลานหินนี้ มันเป็นลานหินกว้าง เปิดโล่งไม่มีต้นไม้ใหญ่ แสงแดดจึงส่องผ่านได้ตลอดวัน แม่เล่าว่าช้างมันมานอนตากแดดกันตรงนี้ ชาวบ้านจึงเรียกลานหินนี้ว่า "ลานช้างผิงแดด" ผมจินตนาการว่าถ้าเดินมาเจอโขลงช้างนอนผิงแดดกันตรงนี้คงเป็นภาพที่มหัศจรรย์


แม่ปรารีพาเรามาพักที่ลานหินแม่มาน ระหว่างที่รอแกเก็บไม้มาเผาทำขี้เถ้าซึ่งจะเอาไปทำน้ำด่างที่ใช้สำหรับผสมกับน้ำครามย้อมผ้า


ต้นแสนคำที่หักล้มลงมาถูกถากเอาเปลือกไปต้มเพื่อย้อมผ้า ผมแกล้งถามแม่ว่าถ้าป่าไม้มาเห็นเขาจะจับไหมครับ? "ถ้าเขาเห็นเขาก็จับ ถ้าโดนก็โดนด้วยกันนะ" แม่พูดติดตลก


แม้เทรนด์การใช้เสื้อผ้าจากวิธีการธรรมชาติจะฮอตฮิตไปทั่วเมือง ถึงขนาดขึ้นห้างใหญ่และบางเจ้าไปไกลถึงต่างประเทศ แต่วัตถุดิบในการผลิตจากธรรมชาติบางอย่างถูกสงวนไว้ไม่ให้ใช้


สำหรับผมธรรมชาติมันงดงามไม่ใช่เพียงแค่ดูด้วยตา ของบางอย่างที่ใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนนั่นแหละคือความงดงามที่แท้จริงของธรรมชาติ



ป่าที่ชาวบ้านเคยใช้ประโยชน์ในหลายพื้นที่ของประเทศไทยได้ถูกประกาศเป็นเขตอนุรักษ์จนเกือบหมดแล้ว การใช้ประโยชน์จากป่าของชุมชนนั้นไม่สามารถทำแบบเดิมได้แล้ว แต่ในบางพื้นที่ก็ยังผ่อนปรนให้ชาวบ้านได้เก็บหาของป่า แบ่งพื้นที่ให้ทำการเกษตรได้เช่นเดียวกับที่บ้านเชิงดอยนี้ แต่สิ่งที่หลายคนวาดหวังมากกว่านั้นคือการจัดการป่าอย่างมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งยังเป็นปัญหาที่ถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน

เขานอนอยู่บนคันนาที่ใช้จอบขุดดินจากพื้นนามาทับถม มือคีบม้วนยาเส้น นานๆครั้งจึงสูบพ่นควันลอยไปตัดกับแสงแดดเช้าอบอุ่น ที่ดินในป่าราวห้าไร่ถูกวัดขอบเขตให้ทำกินจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ "เขาอนุญาตให้ใช้รถไถเดินตามตีดินได้ แต่ไม่ให้ใช้รถไถใหญ่" เขาเล่าถึงผืนนาที่ทำมาตั้งแต่รุ่นพ่อซึ่งอยู่ในเขตป่าอุทยานแห่งชาติภูพาน

ผมเคยมาที่นี่ช่วงฤดูฝน "นาภู" ตรงนี้เขียวขจี มีต้นยางใหญ่ต้นหนึ่งล้มพาดลงไปในนา ทว่ามันก็ยังนอนนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่มีใครขยับมันไปไหน "นายอำเภอมาขอ แต่ป่าไม้ไม่ให้" เขาเล่าถึงต้นยางอีกต้นที่ยืนต้นตายในนาของเขา


น้ำป่าช่วงหน้าฝนที่ผ่านมาไหลรุนแรงจนนาของเขาเป็นร่องลึก ทางน้ำเบียดเข้าไปในที่นามากเกินไป เขาจึงจัดการขุดดินด้วยจอบ ตักใส่รถเข็นมาถมเป็นคันสูง แล้วก็ค่อยๆถมร่องน้ำพยายามเปลี่ยนทิศทางน้ำให้ไหลอ้อมผืนนาที่หมายมั่นว่าจะลงกล้าหว่านเมล็ดเมื่อถึงฤดูฝน มันเหมือนงานจัดสวนที่ต้องใช้ความเข้าใจธรรมชาติ ศิลปะ และความอดทน

นาตรงนี้สวยเพราะมันห้อมล้อมด้วยป่า และลานหิน นาข้าวหล่อเลี้ยงด้วยน้ำฝนบริสุทธิ์ ทิวไผ่รอบๆคันนาคือแหล่งอาหารอีกอย่างของชาวบ้าน ผมไปคราวนี้หมดฤดูเก็บหน่อไม้แล้ว แต่ยังมีชาวบ้านไปเก็บแหนงหน่อไม้กันอยู่ ป่าภูพานยังพอที่จะอนุญาตให้ชาวบ้านไปหาเห็ด หาหอย หาปู หาของป่ามากินมาใช้ได้ ชาวบ้านยังเอาวัวเอาควายไปเลี้ยงในป่าได้ เว้นแต่ห้ามตัดไม้ใหญ่ ห้ามทำไม้เด็ดขาด


"ลูกชายไปทำงานก่อสร้างแทงค์น้ำประปาที่จังหวัดอื่น ส่วนหลานเรียนอยู่ที่นี่แหละ ถ้าเขาไม่เรียนต่อก็ต้องมาทำไร่ทำนาที่นี่" เขาเล่าถึงชีวิตของลูกหลานที่คล้ายกับอีกหลายคน

เมื่ออยู่ในวัยหนุ่มสาวเรี่ยวแรงยังดีก็ออกไปหางานทำที่ได้เงินมากกว่าการอยู่บ้านอยู่ป่า ในหมู่บ้านจึงมีคนหนุ่มสาวให้เห็นน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กและคนแก่ ฉากชีวิตของผู้คนที่นี่จึงเนิบช้าตามวัยของผู้คน

ระหว่างที่งัวเงียอยู่ในถุงนอนอันอบอุ่น เสียงเด็กหญิงสองคนหัวร่อต่อกระซิกกันตั้งแต่เช้ามืด กลิ่นควันไฟลอยมาในอากาศหนาว ผมลุกออกจากเต้นท์ไปเจออ้อยกับไข่มุกนั่งผิงไฟกันอยู่ เด็กๆชอบมาวิ่งเล่นกับพวกเราผู้มาเยือน ต้นเดือนธันวาคมโรงเรียนปิดหลายวัน เด็กๆมาเล่นกันอยู่รอบๆที่พักเราทุกวัน


เศษพลาสติก กิ่งไม้ ของเล่นแถมขนม ฯลฯ ย้อนพาให้ผมนึกถึงวัยเด็ก เล่นกับเพื่อนจนมืดค่ำ ลุยฝุ่น ปีนต้นไม้ เล่นซ่อนหา พออากาศร้อนก็ลงคลองว่ายน้ำ ชีวิตในชนบทแน่นอนว่าลำบากกว่าในเมือง แต่มันก็มีเรื่องสนุกให้เล่นเยอะเหมือนกัน

วันไหนอากาศร้อนๆ ช่วงบ่ายๆพวกเขาถือไอศครีมมากินดับร้อนกันคนละอันสองอัน และแน่นอนว่าผมก็ไม่พลาดที่จะไปซื้อมากินตามพวกเขา บางวันพวกเขาสามสี่คนรวมเงินกันซื้อส้มตำมาตั้งวงจกกินกันอย่างเอร็ดอร่อย หรืออย่างองุ่นดองที่ตักกินกันจากโหลพลาสติกนั่นก็พาให้ผมน้ำลายสอเปรี้ยวปากไปด้วย วัยเด็กก็คือวัยเด็ก ชีวิตจะไปคิดอะไรมาก มีอะไรให้เล่นก็เล่นไป หิวก็หากินกันไป ผู้ใหญ่หลายๆคนจึงใฝ่หาวัยเด็กด้วยเหตุผลนี้


บ่ายแก่ๆได้เอนหลังในเปลไม้ไผ่อันใหญ่ใต้ถุนบ้านพ่อเฒ่าคนหนึ่ง เจ้าของบ้านนอนอยู่เปลถัดไปอีกช่วงเสาบ้าน คู่สนทนาของพ่อเฒ่านั่งอยู่บนโต๊ะไม้มันเลื่อม สูบอัดยาเส้นแล้วพ่นควันลอยคลุ้ง ก่อนจะถามผมว่า "มาจากไหน" เมื่อผมตอบว่ามาจากสุพรรณ แกท่าทางตกใจ

"พ่อตาฆ่าลูกเขยที่สุพรรณ ฟังข่าวมา คนสุพรรณเขาว่าดุ" แกเล่าแบบตื่นเต้น ชาวบ้านแถวนี้น่าจะชอบเสพข่าวแบบนี้ คุยกับกับชาวบ้านทีไรต้องมีข่าวอาชญากรรมมาเล่าให้ฟังเสมอ "รอยสักคนแถวนั้นมีครูทั้งนั้น ไม่เหมือนของพวกเรา สักเล่นกัน" "สมัยก่อนเอาก้อนถ่านไฟฉายมาทุบป่นผสมน้ำแล้วเอามาสัก เวลาอากาศชื้นๆนี่มันจะคันที่รอยสัก" "ตอนอายุ 17 เมาลงไปนอนหลับในร่องน้ำ เพื่อนมันไปหาดินในป่ามาแล้วก็นั่งคร่อมหน้าอกเราแล้วก็สักให้เรา"

ภาพชีวิตวัยหนุ่มถูกเล่าออกมาเป็นระยะ ทั้งเรื่องการเดินทาง การงานของคนอีสานที่เข้าไปเผชิญโชคในเมืองกรุง อยุธยา อ่างทอง สุพรรณบุรี ฯลฯ ตอนท้ายก่อนผมจะขอตัวกลับที่พัก พ่อเฒ่าบอกว่า "พ่อตาฆ่าลูกเขยนั่นที่นครสวรรค์ จำผิด ขอโทษที ขอโทษที"...

แสงแดดเบาลง อากาศก็เย็นลงตามไปด้วยทันที ฝูงควายเดินเข้าคอกหลังจากเจ้าของพาพวกมันออกไปหากินมาทั้งวัน กองฟางสูงหน้าบ้าน มีไก่โต้งเดินหากินอยู่รอบๆ ฟางคืออาหารที่ชาวบ้านเก็บสำรองไว้ให้วัวควายหลังจากเก็บเกี่ยวข้าว เมื่อฤดูแล้งมาถึง หญ้าจะไม่มี และฟางก็จะมีราคาที่แพงขึ้น

ใกล้ๆกันกับกองฟางใหญ่เป็นอ่างเก็บน้ำที่มีฉากหลังเป็นสวนยาง ตะวันกำลังจะตกดิน แสงสีทองสาดผืนน้ำ ป้าจูงควายแสนสวยกลับบ้าน ลุงที่บ้านอยู่ตรงข้ามที่พักเราลอยอยู่บนห่วงยางกำลังลงข่ายดักปลา ราคาปลาช่วงนี้อาจจะสูงนิดหนึ่งจากเหตุผลที่แกบอกว่า "น้ำเย็นขนาดนี้ ไม่มีใครลงมาจับปลาหรอก" ผมว่าก็จริงของแก แม้แต่จะอาบน้ำผมยังอิดออด

ดวงตะวันตกดินไปแล้ว แสงหวานของท้องฟ้าก็ค่อยๆมืดลง น้ำในอ่างเก็บน้ำนิ่งงัน รั้วลวดหนามทอดยาวริมฝั่ง ริมอ่างเก็บน้ำตรงนี้น่านอนกางเต็นท์ก่อกองไฟ ได้นั่งสนทนากับเพื่อนซักคนคงทำให้เวลามีค่ายิ่งขึ้น


เพราะเป็นคนชนบทที่ชอบความโรแมนติกของชนบท ซึ่งก็รู้ว่าในความโรแมนติกมันมีความทุกข์ยากลำเค็ญฝังอยู่ แต่จะให้ชีวิตต้องคิดแต่เรื่องฟาดฟันต่อสู้อย่างเดียวมันก็ไม่ไหว อยากมองความงามในความธรรมดาบ้าง ได้เดินทางแล้วบันทึกเรื่องราวง่ายๆบ้าง มันทำให้จิตใจไม่ดำดิ่งสู่ความเจ็บปวดมากนัก ถ่ายทอดความเศร้าความปวดร้าวมากๆเข้า เราเองก็มีโอกาสกลายเป็นเรื่องเศร้าเสียเอง มากไปกว่านั้นคนอื่นๆอาจมองว่าเราหากินกับความเศร้าหมองจนชินชา...

บ้านเชิงดอย, สกลนคร / 2020

เรื่องและภาพ : ชลิต สภาภักดิ์


Comments


© 2020 by The Countryman , Thailand.

bottom of page