top of page

Wild honey : คน ผึ้ง ป่า

Forgotten Forest

  • Writer: The Countryman
    The Countryman
  • Nov 30, 2020
  • 2 min read

เสน่ห์แม่ทา...


"The clearest way into

the Universe is through

a forest wildness"

จอห์น มิวร์

สายฝนในเดือนกรกฎาคมพรากแสงตะวันไปจากยามเช้าอันสดชื่น ละอองฝนช่ำเย็นชวนให้ฉันซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม อาลัยอาวรณ์ต่อความอบอุ่นมากกว่าที่จะเยี่ยมหน้าออกไปทักทายฤดูฝน แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับชาวบ้านแม่ทาที่ออกจากบ้านไปตั้งแต่ย่ำรุ่ง ไม่สนใจฝนฟ้าว่าจะตกลงมาหรือไม่ ทั่วทั้งท้องทุ่งในยามเช้าจึงครึกครื้นไปด้วยชาวบ้านที่ร่วมใจกันมาลงแขก "ปลูกนา" ซึ่งเป็นวิถีเกษตรกรรมแบบเกื้อกูลกันของชาวบ้านที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้

แม่ทาเป็นชุมชนเล็ก ๆ ที่ประกอบด้วยหมู่บ้านทั้งหมดเจ็ดหมู่บ้าน ตั้งอยู่ในอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นอำเภอติ่งปลายสุดของจังหวัดเชียงใหม่ด้านทิศตะวันออก มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดลำปางและลำพูน ผู้คนที่นี้จึงผสมปนเปกันไปหลากหลายชาติพันธุ์ทั้งชนเผ่ากะเหรี่ยง (เชียงราย) ลั๊ว (เชียงใหม่) ละกอน (ลำปาง) ยอง (ลำพูน) และลื๊อ (บ้านธิลำพูน) ที่อพยพย้ายถิ่นมาตั้งรกรากกันที่นี่เมื่อประมาณสามร้อยกว่าปีที่แล้ว ชุมชนแม่ทาจึงเป็นชุมชนเก่าแก่แห่งหนึ่งที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมพื้นบ้าน รวมทั้งเป็นชุมชนที่ดิ้นรนต่อสู้เพื่อรักษาวิถีชุมชนและผืนป่าให้อยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนมาอย่างยาวนาน

ฉันเดินทางมาถึงแม่ทาในยามเช้าด้วยรถไฟจากกรุงเทพฯปลายทางสถานีรถไฟขุนตาล รถยนต์จากหมู่บ้านขับผ่านอุทยานแห่งชาติขุนตาลมารับเราที่สถานีรถไฟฯ พาลัดเลาะไปตามถนนสายเล็ก ๆ ชื่นชมธรรมชาติเขียวขจี มุ่งหน้าสู่ตำบลแม่ทาในอำเภอแม่ออน ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีฯ เพียงชั่วเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

ถนนสายเล็ก ๆ ลัดเลาะผ่านทุ่งนาป่าเขา ตัดผ่านลำห้วยสาขาของแม่น้ำแม่ทา เผยให้เห็นภูมิประเทศที่ยังคงสวยสดงดงามและอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ แม้ว่าสายหมอกฤดูฝนจะเลี่ยต่ำบดบังขุนเขาตั้งตระหง่านไกลออกไป หากแต่เราก็ยังสัมผัสได้ถึงธรรมชาติอันสมบูรณ์พร้อมที่หาได้ยากยิ่งแล้วในประเทศนี้ แม่ทาจึงเป็นดังหมู่บ้านในนิทานที่เหล่านักเดินทางใฝ่ฝันหา รวมทั้งฉัน นักเขียนตัวเล็ก ๆ ที่ได้มาสัมผัสแม่ทาในช่วงเวลาอันสั้น

แม่ทาเป็นเมืองน่ารัก บริสุทธิ์ใสซื่อแบบเมืองในชนบทห่างไกล ทุ่งนาในหุบเขาริมถนนสายใหญ่บัดนี้เจิ่งนองไปด้วยน้ำสะท้อนภาพขุนเขาและสายหมอก มองเห็นได้ไกลสุดสายตา บ่งบอกว่าชาวบ้านได้เริ่มต้นฤดูทำนาประจำปีแล้ว

มาแม่ทาคราวนี้ฉันพักอาศัยอยู่กับอ้ายจอนลูกชายของลุงคำพรานใหญ่ประจำหมู่บ้านที่ไม่มีใครไม่รู้จัก บ้านอ้ายจอนตั้งอยู่ในหมู่ที่สองของตำบลแม่ทาเรียกว่าบ้านท่าข้าม ซึ่งมีผู้คนอาศัยอยู่ไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยหลังคาเรือน บ้านท่าข้ามแม้ว่าจะแออัดมากขึ้นกว่าแต่ก่อนตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ "แม่ทาเปลี่ยนไปมากในช่วงยี่สิบปีหลังมานี้" อ้ายคนหนึ่งกล่าวแก่ฉันในงานเลี้ยงทำบุญขึ้นบ้านใหม่ญาติของอ้ายจอน แต่สิ่งที่ฉันคิดว่าไม่ได้เปลี่ยนไปด้วยคือหัวใจของคนแม่ทาที่ยังรักความเรียบง่ายและวิถีธรรมชาติอย่างที่พวกเขาเคยเป็นเคยอยู่


ป่าชุมชนวิถีแห่งความยั่งยืน

ฉันมาแม่ทาโดยปราศจากข้อมูลท่องเที่ยวและแผนที่ แต่นั่นก็หาได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด เราทำความรู้จักแม่ทาจากการขี่มอเตอร์ไซค์ลัดเลาะไปตามซอกเล็กซอยน้อยตามแต่ถนนหนทางจะพาไป สัญชาตญาณของนักเดินทางบอกให้เราเลี้ยวซ้ายบ้างเลี้ยวขวาบ้างสำรวจไปรอบ ๆ ชุมชนอันเงียบสงบท่ามกลางขุนเขาลำเนาไพรผ่านทุ่งนาและโรงบ่มยาสูบรกร้าง บางครั้งก็จอดรถทักทายชาวบ้านที่กำลังปักกล้าดำนา แวะขอถ่ายรูปบ้างหรือแม้กระทั่งลงไปดำนา จับอ๊อดและถอนกล้ากับชาวบ้านด้วย แต่กว่าที่แม่ทาจะน่ารักได้อย่างที่นักเดินทางอย่างฉันสัมผัสได้ในวันนี้ ที่นี่ก็ต้องผ่านวิกฤติการณ์ต่างๆมามากมายนับครั้งไม่ถ้วน ความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่านั่นเองที่ทำให้แม่ทามีกลิ่นหอมยั่วยวนบริษัทสัมปทานป่าไม้จากต่างชาติที่ต้องการไม้สักทองคุณภาพดีซึ่งมีอยู่อย่างมากมายในป่าแม่ทา การทำสัมปทานป่าไม้เกิดขึ้นหลายครั้ง เริ่มจากบริษัทบอมเบย์เบอร์ม่าเมื่อพ. ศ. 2498 และพ.ศ. 2512 อีกทั้งยังมีการสัมปทานไม้หมอนรถไฟและไม้พื้นรถไฟตั้งแต่ พ.ศ. 2444-2500 อีกด้วย ทำให้สภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์เสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็วและกลับกลายเป็นป่าที่แห้งแล้งในที่สุด "พ่อเคยเล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนในป่ามีแต่ไม้สักต้นใหญ่ ๆ" จ๋อยพรานหนุ่มรุ่นสุดท้ายของบ้านท่าข้ามทายาทเพียงคนเดียวของลุงคำที่สืบทอดวิชาพรานมาจากบรรพบุรุษเล่าเรื่องน่าเศร้าให้ฉันฟัง


"พ่อเองก็เคยไปช่วยบริษัทสัมปทานพวกนี้ตัดไม้ สมัยนั้นการทำสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องถูกกฎหมาย ชาวบ้านมีรายได้จากการได้ทำงานตัดไม้ เลี้ยงช้าง เวลาเข้าป่าผมยังเห็นตอสักที่พ่อเคยตัด จะหาต้นสักทีใหญ่ขนาดนี้ไม่มีอีกแล้ว"

จ๋อยยังเล่าถึงกิจการโรงบ่มยาสูบของบริษัทไทยแอมป์ยาสูบที่เคยเป็นอีกหนึ่งวิกฤติของชุมชนแม่ทา "เมื่อก่อนที่บ้านผมก็ปลูกยาสูบส่งให้โรงบ่มนะ ชาวบ้านส่วนใหญ่เขาก็ปลูกยาสูบกัน ผมยังจำได้ เราต้องเก็บยาสูบมาเสียบไม้เป็นตับ ๆ เอาไปส่งโรงบ่มแต่เช้ามืด พอไปถึงก็ต้องเข้าคิวรอเพราะมีรถคันอื่นมาจอดรอกันแถวยาว ตอนหลังพอโรงบ่มเลิกไปเราก็หันไปทำอย่างอื่น" ในยุคนั้นชาวบ้านไม่เพียงปลูกยาสูบส่งไปขายให้แก่โรงบ่มยา หากชาวบ้านยังลักลอบตัดไม้เพื่อส่งทำฟืนบ่มยาอีกด้วย เมื่อการตัดไม้รุกคืบป่าไปเรื่อย ๆ จนยากเกินควบคุม ป่าก็ยิ่งเสื่อมโทรมและน้ำในลำห้วยที่เคยหล่อเลี้ยงข้าวในทุ่งนาก็เหือดแห้งลงอย่างน่าใจหาย

เมื่อไม่มีป่า ก็ไม่มีน้ำ ความจริงข้อนี้เป็นสิ่งที่ชาวแม่ทาไม่อาจปฏิเสธได้ ชาวบ้านที่รักษ์และหวงแหนป่าจึงได้รวมตัวกันต่อต้านและคัดค้านการตัดไม้เพื่อทำฟืนให้แก่โรงบ่มยาสูบ ส่งผลให้รัฐเข้ามาตรวจสอบจน บริษัท ต้องยกเลิกการใช้ฟืน แต่หันมาเปลี่ยนเป็นถ่านหินแทน แต่นั่นก็เป็นการสร้างปัญหาใหม่ ๆ ตามมาในเรื่องของมลพิษทางอากาศและคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน กระทั่งใน พ.ศ. 2520 รัฐได้รณรงค์นโยบายเรื่องการเลิกสูบบุหรี่กิจการโรงบ่มยาสูบจึงต้องปิดตัวเองลงในที่สุด

ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านแม่ทาดูจะไร้หนทางไปเมื่อไม่มีกิจการจากภายนอกมาให้พวกเขาพึ่งพา เพราะลำพังเพียงการทำนาและหาของป่าคงไม่อาจประทังชีวิตให้อยู่รอดได้ นั่นเองที่ทำให้คนหนุ่มสาวหัวก้าวหน้าของหมู่บ้าน ภายใต้การนำของพ่อหลวงอนันต์ ดวงแก้วเรือน ผู้ที่ยังเชื่อมั่นในวิถีธรรมชาติ ได้รวมตัวกันรื้อฟื้นวิถีชีวิตและภูมิปัญญาชาวบ้านเพื่อนำพวกเขากลับมาสู่ความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ด้วยการทำเกษตรผสมผสานการอนุรักษ์ป่าและน้ำที่จุนเจือและเกื้อหนุนชุมชนให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืน


การต่อสู้เพื่ออนุรักษ์ป่าและน้ำของชาวแม่ทานับเป็นตัวอย่างที่น่ายกย่องและเป็นเยี่ยงอย่างให้แก่ชุมชนอื่น ๆ ภายหลังจากที่ชาวบ้านได้ร่วมแรงร่วมใจกันปกป้องและดูแลผืนป่าอย่างเคร่งครัดด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการดูแลรักษาป่า ดำเนินกิจกรรมทั้งการลาดตระเวนป่า การตั้งด่านสกัดกั้น และปราบปรามผู้ลักลอบตัดไม้ รวมทั้งช่วยกันฟื้นฟูสภาพป่า อีกทั้งยังได้วางกลยุทธ์ปกป้องผืนป่าเชิงบูรณาการ มีการกำหนดแผนงานการใช้ประโยชน์จากป่าอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการปลูกฝังจิตสำนึกการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้แก่คนในชุมชน และเสริมสร้างให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เพื่อสืบสานอุดมการณ์ของคนรุ่นก่อนไว้อย่างเข้มแข็ง

แต่นิทานเรื่องนี้ก็ไม่ได้จบลงอย่างสวยงามว่า "และแล้วพวกเขาก็มีความสุขตลอดไป" นั่นเพราะในความเป็นจริงชาวบ้านกลับต้องเผชิญหน้ากับปัญหาใหญ่ที่พวกเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน นั่นก็คือการประกาศอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ที่กรมป่าไม้ได้ออกประกาศมาในปี พ.ศ. 2525 โดยที่พวกชาวบ้านไม่เคยได้รับรู้ อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ครอบคลุมพื้นที่กว่าหกหมื่นไร่ ซึ่งเป็นผืนป่าที่ชาวบ้านแม่ทาร่วมกันปกป้องรักษามายาวนานกำลังจะกลายเป็นคนแปลกหน้าซึ่งพวกเขาไม่มีโอกาสได้ย่างกรายเข้าไปอีกแล้ว การมีชีวิตอยู่แบบ "หาอยู่หากินกับป่า" ของชาวบ้านกำลังจะกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายที่ไม่สามารถกระทำได้อีกต่อไป ชาวบ้านแม่ทาต่อสู้เรื่องนี้อย่างสุดกำลังด้วยการออกเดินทางเพื่อหาแนวร่วมกับเครือข่ายป่าชุมชนภาคเหนือเวทีต่างๆ จนสามารถรวมพลังเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์ที่เป็นสมาชิกสมัชชาป่าชุมชนภาคเหนือได้มากกว่าหนึ่งพันหมู่บ้าน รวบรวมายชื่อได้ราวห้าหมื่นรายชื่อ เสนอพระราชบัญญัติป่าชุมชนฉบับประชาชน กฎหมายฉบับแรกที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิในผืนป่าที่อาศัยอยู่ภายใต้การบริหารจัดการอย่างเหมาะสมและเป็นไปตามแนวทางที่ยังยืน


จิตวิญญาณแห่งป่าและผืนดิน

ฝนยามสายไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตกเลยแม้แต่น้อย ท้องฟ้าหนักอึ้งไปด้วยหมู่เมฆทึมเทา ทั่วทุกหนแห่งมีแต่สายฝนเย็นฉ่ำ สำหรับที่นี่แล้วฝนตกทั่วฟ้าเสมอ คนที่อยู่กับป่าบอกฉันว่าไม่ว่าที่อื่นจะเป็นอย่างไร ฤดูกาลจะผันเปลี่ยนไปด้วยสภาวะใดก็ตาม แต่ฝนก็ยังตกต้องตามฤดูกาลเสมอในป่า "ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตกพรำ ๆ" เป็นเช่นนั้นจริงๆอย่างในเพลงรุ่งเพชร แหลมสิงห์ สายฝนมาตามคำมั่นสัญญาที่มีต่อป่า ต่อพืชพรรณ ต่อส่ำสัตว์น้อยใหญ่ เป็นไปตามวัฏจักรของธรรมชาติชั่วนาตาปี เพียงแต่ผืนป่าที่ลดน้อยลงทำให้วัฏจักรที่เคยเกิดขึ้นเป็นบริเวณกว้างหดแคบลงไปเรื่อย ๆ จนไม่สามารถรักษาสมดุลของพื้นที่ส่วนใหญ่ไว้ได้ ความสมดุลเกิดขึ้น แต่เฉพาะในป่าผืนเล็ก ๆ รถจักรยานยนต์ของเราแล่นฝ่าสายฝนไปอย่างไม่อนาทรร้อนใจ ลัดเลาะไปตามถนนสายเล็ก ๆ ผ่านหมู่บ้านหลายแห่งที่แสนเงียบสงบ ในฤดูทำนาเช่นนี้ชีวิตของผู้คนเคลื่อนไหวอยู่ในท้องทุ่งเกือบตลอดทั้งวัน บ้านเรือนจึงเงียบเชียบหงอยเหงาไปจนถึงเกือบเวลาค่ำ จนเมื่อกลิ่นข้าวหอมฟุ้ง ควันไฟลอยมาจากครัว ชีวิตในท้องทุ่งจึงสิ้นสุดลง รอเวลาเริ่มต้นอีกครั้งในเช้าวันใหม่ การพบปะพูดคุยกับผู้คนจึงหมายถึงการลุยลงไปในท้องนา ทักทายพูดคุยระหว่างที่ชาวบ้านกำลังทำงานท่ามกลางสายฝน



ชาวบ้านแม่ทาทำนาเพียงแค่ปีละครั้ง ทุกครัวเรือนจะมีที่นาของตนบ้านละสองถึงสามไร่ ทุกบ้านปลูกข้าวไว้กินเองไม่มีใครปลูกขาย ยกเว้นแต่จะมีข้าวเหลือ การทำนาจึงอาศัยธรรมชาติ ไม่ต้องเร่งปุ๋ยเร่งยา ไม่ต้องปลูกข้าวปีละสามหรือสี่ครั้งเหมือนพื้นที่อื่น ๆ ผืนดินแม่ทาจึงอุดมสมบูรณ์ปราศจากสารเคมี มีน้ำจากลำห้วยแม่บอนที่ไหลลงมาจากภูเขา และสายฝนตามฤดูกาลหล่อเลี้ยงต้นข้าวให้เติบใหญ่ จังหวะชีวิตของผู้คนเคลื่อนไปกับฟ้าฝน กับดินกับน้ำ บทเรียนในอดีตสอนให้พวกเขารู้ว่าไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการใช้ชีวิตตามจังหวะเวลา ไม่มีใครฝืนธรรมชาติได้ การเกษตรที่โหมกระหน่สารเคมีซึ่งชาวบ้านเคยได้รับบทเรียนมาแล้วทำให้พวกเขาเข็ดขยาด ไม่มีใครที่นี่ใช้ยาฆ่าหญ้า นาผืนใดที่ใช้ยาฆ่าหญ้าจะไม่มีชาวบ้านไปช่วยลงแขกทำนา


"สมัยที่เขามาบอกให้ปลูกข้าวโพดฝักอ่อนชาวบ้านใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าหญ้ากันมาก ตอนหลังนี่มันไม่ไหว สารเคมีทำให้เจ็บป่วย ไม่มีใครอยากใช้อีกแล้ว อย่างมากเราก็ใช้ขี้วัว อาจมีปุ๋ยเคมีบ้าง แต่ก็น้อยมากแล้ว" อ้ายคนหนึ่งเล่าให้ฉันฟัง มือยังคงจับกล้าเป็นมัดตัดยอดข้าวออกด้วยมีดคมกริบทีละมัด ๆ ฉันถามว่า คนที่นี่ปลูกข้าวอะไรกัน "ก็มีข้าวเหนียวสันป่าตอง ข้าวกข.6 กข.8 ข้าวหอมนิล" ชาวบ้านจึงมีทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียวไว้กินตลอดทั้งปี ไม่จำเป็นต้องซื้อหาช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

ชาวบ้านแม่ทาทำนากันเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ พวกเขาพูดคุยกันไป หัวเราะกันไป บ้างก็ฮัมเพลง ร้องเพลงไปด้วย เป็นภาพชีวิตที่มีความสุข ไม่ได้ทุกข์ยากเหมือนที่เคยรับรู้ การลงแขกนั่นเองที่ทำให้การทำนาแทบไม่มีต้นทุนเรื่องค่าแรง นอกจากข้าวหม้อแกงหม้อที่ชาวบ้านทำมาเลี้ยงเพื่อนบ้านที่มาช่วยงาน พี่สาวคนหนึ่งบอกฉันว่า “ค่าแรงลงแขกคิดเป็นเงินไม่ได้เพราะมันไม่มีมูลค่า” การใช้แรงต่อแรงจึงเป็นมากยิ่งกว่าการว่าจ้าง หากแต่เป็นสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงชุมชนไว้ด้วยความรักและเอื้ออาทร

นอกจากจะพึ่งพาธรรมชาติและกันและกันอย่างเหนียวแน่นแล้ว คนที่นี่ยังเคารพในภูมิปัญญาโบราณและความเชื่อต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปกป้องคุ้มครองและเกื้อหนุนพวกเขาให้อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุขทุกวันนี้ เราจึงยังเห็น "ตาแหลว" สานจากตอกเส้นเล็ก ๆ เป็นรูปดวงตานกเหยี่ยวหรือนกแหลวในภาษาเหนือ ปักอยู่ในแปลงกล้าเกือบทุกแปลง บ่งบอกถึงความเชื่อที่มีมาแต่โบราณว่าตาแหลว หรือดวงตาเหยี่ยวอันแหลมคมนี้จะคอยสอดส่องดูแลมิให้มีสิ่งใดย่างกรายเข้ามาทําอันตรายต้นข้าวอ่อนในแปลงนี้ได้ ตาแหลวนี้เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเชื่อมาแต่โบราณว่าจะช่วยปกป้องเสนียดจัญไรและเภทภัยต่างๆ


ความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังเป็นกุศโลบายที่ชาวบ้านใช้รักษาผืนป่าของพวกเขาให้คงอยู่นอกจากนโบบายการจัดการป่าแบบบูรณาการที่ชาวบ้านดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี ชาวบ้านยังคงมีวิธีการดูแลรักษาป่าตามความเชื่อของปู่ย่าตายายที่กระทำสืบเนื่องกันมาหลายชั่วอายุคน นั่นก็คือการไหว้ผีขุนน้ำ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่เก้าเดือนเก้าของทุกปี ตรงบริเวณต้นน้ำห้วยแม่บอน พิธีไหว้ผีขุนน้ำคือการนำข้าวปลาอาหารและสิ่งของต่างๆ ๆ มาเช่นไหว้ผีขุนน้ำซึ่งคอยปกปักรักษาน้ำและผืนป่าให้อุดมสมบูรณ์กับเครื่องเช่นประกอบด้วย หมูบ้าน เหล้าและข้าวตอกดอกไม้ ทำพิธีโดยพ่อครูที่สืบทอดความรู้กันมาจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อถวายของเช่นไหว้ต่อผีขุนน้ำแล้ว พ่อครูจะนำกระทงเครื่องเซ่นไปอธิษฐานต่อผีขุนน้ำด้วย การวางเครื่องเซ่นไว้บนแพไม้เล็ก ๆ ผูกไว้กับกิ่งไม้อีกทีตรงบริเวณเนินทรายกลางลำห้วยคล้ายกับการเสี่ยงทาย เพราะหากกระทงนี้หลุดลอยไปได้นั่นก็แสดงว่าน้ำในปีนี้จะอุดมสมบูรณ์ดี

ในระหว่างทำพิธีไหว้ผีขุนนำนี้ชาวบ้านก็จะมีกิจกรรมหลายอย่างให้ร่วมแรงร่วมใจเช่นการทำฝายชะลอน้ำ ปลูกต้นไม้ การให้ข้อมูลเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการใช้น้ำ กฎระเบียบการแบ่งน้ำเข้าที่นาและวางแผนการจัดการหากเกิดปัญหาต่างๆนับเป็นกุศโลบายอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านทุกหมู่ในชุมชนแม่ทาได้มีส่วนร่วมในการจัดการป่าและน้ำอย่างเท่าเทียม

ปัจจุบันแม่ทาเป็นชุมชนเข้มแข็งที่พึ่งพาตนเองได้ ทั้งทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ โดยมีคนหนุ่มคนสาวเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ สานต่ออุดมการณ์จากคนรุ่นก่อน เกษตรกรรุ่นใหม่ของแม่ทาไม่เพียงสนับสนุนวิถีเกษตรอินทรีย์อย่างเต็มรูปแบบ พวกเขายังรวมกลุ่มกันจัดตั้งเครือข่ายสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและจัดหาตลาดเองด้วยการทำระบบการค้าขายที่เรียกว่า CSA (Community Supported Agriculture) โดยการจัดจำหน่ายสินค้าไปยังเครือข่ายผู้บริโภคในเมืองเชียงใหม่ที่ต้องการพืชผักอินทรีย์โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง นอกจากนี้ยังมีการจัดตลาดนัดชุมชนหรือ Farmer Market หมุนเวียนกันไปตามที่ต่างๆ เพื่อขยายเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับมากขึ้นอีกด้วย


จิตวิญญาณแห่งพงไพร

เสียงน้ำจากลำห้วยดังต่อเนื่องไม่ขาดสายแม้ในยามค่ำคืน จ๋อยดึงถุงยาเส้นออกมาม้วนจุดสูบอย่างสบายใจ ควันยาเส้นสีหมอกลอยม้วนตัดกับแสงไฟสีเหลืองของตะเกียงน้ำมันก๊าด "ป่าเป็นบ้านของเรา" จ๋อยบอกฉัน "กินข้าวที่ไหนก็ไม่อร่อยเหมือนกินในป่า พ่อพูดอย่างนี้เสมอ" ตั้งแต่เด็กจนโตจ๋อยจึงไม่เคยเห็นพ่ออยู่บ้านเช่นเดียวกับเขาที่ทุกวันนี้ก็ยังชอบใช้ชีวิตในป่า หาอยู่หากินไปตามอัตภาพ แม้ว่าจะโดนบีบคั้นอย่างรุนแรงจากสังคมภายนอกที่วัดคุณค่าชีวิตกันที่วัตถุมากกว่าจิตใจ "ผมอาจไปทำงานไต้หวันนะ" ฉันฟังจ่อยพูดเสียงเศร้านึกเสียดายที่พรานหนุ่มอย่างเขาจะต้องผันชีวิตไปอยู่ในเมืองเพียงเพราะไม่อาจต้านทานกระแสบริโภคนิยมได้


ชีวิตของจ๋อยก็เหมือนกับชุมชนแม่ทาที่ต้องเลือกเอาระหว่างคุณค่าของวัตถุและคุณค่าทางจิตใจ เพราะหากหัวใจของจ๋อยยังคงหนักแน่นและมั่นคงพอจ๋อยอาจไม่ต้องจากป่าไปอยู่ที่ไหน เช่นเดียวกับหัวใจของคนที่นี่ที่ต้องยืนหยัดอย่างมั่นคงและเข้มแข็ง มิเช่นนั้นแล้วแม่ทาก็อาจจะเป็นเหมือนเมืองอื่น ๆ ในชนบทที่ถูกกระแสความเจริญจากภายนอกพรากความงดงามใสซื่อไปอย่างที่เราไม่อาจเพรียกกลับคืนมาได้อีกแล้ว

เรื่อง : จันทร์สุภา ชมกุล / ภาพ : ชลิต สภาภักดิ์

FORGOTTEN FOREST : เสน่ห์แม่ทา ตีพิมพ์ใน Simply Living Book II / 2014

Comments


© 2020 by The Countryman , Thailand.

bottom of page