The Wild Artist
- Chalit Saphaphak
- Nov 25, 2020
- 2 min read
Updated: Nov 26, 2020
ศิลปินป่า : บันทึกการทำงานของศิลปิน เป้ สีน้ำ ในป่าต้นน้ำแม่ทา
เมื่อเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ท่อเหล็กโบราณลดความเร็วลงจนนิ่งสนิท ฝูงไก่วิ่งกรูเข้ามาพร้อมกับหมาอีกนับสิบตัว ผมลงรถไฟมาพร้อมสำภาระหนักอึ้งที่สถานีขุนตาน รถยนต์ที่มารับวิ่งผ่านป่าในเขตอุทยานแห่งชาติขุนตาน ผ่านทุ่งนากว้างที่โอบล้อมด้วยทิวเขา ไม่นานรถก็เลี้ยวเข้าสู่หมู่บ้านห้วยทราย ต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่
บ้านเรือนแทบทุกหลังสร้างขึ้นด้วยไม้สัก บางหลังผสมผสานระหว่างไม้กับปูน เสาบ้านเป็นไม้ต้นใหญ่ขนาดคนโอบพาให้ผมจินตนาการไปถึงเมื่อครั้งที่มันยังมีชีวิตอยู่
จากหมู่บ้านออกมาอีกราว 7 กิโลเมตรตามทางลูกรังมาสุดทางรถที่อ่างเก็บน้ำแม่บอน ผมแบกสัมภาระขึ้นหลังแล้วเดินตามคนนำทางเพื่อไปพบกับเป้ สีน้ำ จิตรกรผู้หลงใหลป่าต้นน้ำซึ่งกำลังเข้มงวดอยู่กับงานในช่วงสุดท้ายของภาพวาดชุดป่าต้นน้ำที่เขาเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2538

อากาศชื้นๆ ในป่าเขียวขจี เราเดินลัดเลาะขึ้นเนินเขาและข้ามห้วยมาเป็นระยะ ราวสิบยี่สิบนาทีก็มาหยุดตรงหน้ากระท่อมกลางป่าหลังหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายหลบซ่อนอยู่เงียบเชียบตรงโค้งน้ำของลำห้วยแม่แทน ด้านหลังกระท่อมติดกับเขาสูงชัน ไม่มีน้ำประปา ไม่มีไฟฟ้า มีเพียงเสียงแมลงและสายน้ำจากลำธารที่ได้ยิน ลำธารที่เป็นต้นกำเนิดของสายน้ำใหญ่

“อ้าว... สวัสดี” คำกล่าวทักทายจากเป้ สีน้ำ ผู้ชายที่ดูทะมัดทะแมง สดชื่น มีพลัง ต่างจากช่างภาพที่หอบ เหนื่อย และเมื่อยล้าเพราะสัมภาระและห่างเหินจากการทำงานในป่ามานานพอสมควร “นั่งให้หายเหนื่อย ล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นก่อน” เขาเชิญชวนให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสกับธรรมชาติ
ลำธารมีน้ำตื้นเขินใส ไหลไม่หยุดหย่อน ผมปลดเป้บนหลังและกล้องลงหน้ากระท่อมก่อนลงไปล้างหน้าล้างตัวตามคำแนะนำ น้ำเย็นเยียบจนผมตัดสินใจโดยเร็วว่าวันนี้ควรรีบอาบน้ำ

เป้ สีน้ำกำลังสนุกอยู่กับการตกแต่งกระท่อมด้วยการยกหินจากลำธารมาทำเป็นพื้นทางเดิน บันไดลงห้วย เตาในครัว รวมทั้งแปลงผักเล็กๆ หน้ากระท่อม ไม้ไผ่ที่สร้างกระท่อมยังเขียวเพราะเพิ่งสร้างขึ้นใหม่ แต่กระนั้นนี่คือกระท่อมหลังที่สามในรอบยี่สิบปีที่ทำงานมา กระท่อมหลังก่อนๆ ไม่พุพังไป ตามกาลเวลาก็เป็นเพราะแรงของน้ำป่าพรากมันไป ลำธารใสหน้ากระท่อมคือลำห้วยแม่แทนไหลไป รวมกับลำห้วยอื่นๆ จากต้นน้ำในป่าแถบนี้ที่อ่างเก็บน้ำแม่บอน จากอ่างเก็บน้ำไหลลงแม่ทาต่อไปยัง แม่ปิงและไหลลงสู่เจ้าพระยา “ป่ายังสาว” เขานิยามให้เห็นภาพของป่าที่กำลังฟื้นตัว

ป่าแห่งนี้เคยเป็นป่าที่อุดมไปด้วยไม้สักที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง เคยถูกสัมปทานป่าไม้เข้ามาตัดไม้ อีกทั้งยังถูกตัดไปใช้ทำหมอนรองรางรถไฟระยะทางพันกว่ากิโลเมตรเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว หลังประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติขุนตานและตั้งป่าบางส่วนที่ติดกับชุมชนเป็นป่าชุมชน ชาวบ้านแม่ทาจึงได้ร่วมฟื้นฟูป่าของพวกเขาขึ้นมาอีกครั้ง ปัจจุบันนี้ป่าได้เติบโตเต็มที่ในระยะเวลาไม่ถึงชั่วอายุคน ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์จากป่าอย่างทั่วถึง ได้ใช้น้ำในการเกษตรและอุปโภคบริโภค

ความสำคัญของผืนป่าและต้นน้ำลำธาร คือเรื่องราวที่เป้ สีน้ำเชื่อว่าสำคัญต่อชีวิตของมวลมนุษย์ ทำให้เกิดแรงผลักดันและมั่นคงในการนำเสนอสิ่งเหล่านี้ผ่านงานศิลปะไม่ว่าจะเป็นภาพวาด บทกวี รวมทั้ง งานดนตรีในท่วงท่าที่เข้มข้น ทุ่มเท จริงจัง และมีความสุข
ผมขึ้นๆ ลงๆ ระหว่างเชียงใหม่-สุพรรณบุรีราวหนึ่งปีกับอีกหกเดือน ติดตามบันทึกการทำงานของเป้ สีน้ำไปพร้อมๆกับการเรียนรู้งานศิลปะ แนวคิดการทำงาน รวมทั้งการใช้ชีวิตของเขา “ความเหมือนไม่ใช่ความงาม” ผมชอบคำนี้ของเขา...
Warm and Cozy : วิถีป่า
เมื่อเข้าไปอยู่ในป่า มีหลายสิ่งหลายอย่างให้ต้องทำ ต้องจัดการ ไม่ใช่แค่ไปถึงก็ทำงาน ได้งาน จากนั้นก็ออกมาพร้อมกับนำเสนองาน ยังมีรายละเอียดยิบย่อยหลายอย่างที่ต้องทำในระหว่างผลิตผลงาน งานหนักบ้างเบาบ้างว่ากันไปตามฤดูกาล ตามสถานการณ์ ในหลายๆ งานถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง เป้ สีน้ำไม่เคยเอ่ยให้ผมต้องช่วยอะไรมากนัก ส่วนใหญ่เขาลงมือเองทั้งนั้น งานหนักอย่างการจัดที่ทางในกระท่อมก็เป็นส่วนหนึ่งของงานวาดภาพ ศิลปะอยู่ในทุกท่วงท่าของชีวิตศิลปิน ไม่ว่าจะทำอะไรเขาพยายามทำให้มันมีความงามเสมอ แม้เรียบง่ายก็ยังงดงาม


Pe Recipe : ผัดผักไฟป่า
ผักสดๆ จากสวนของชาวบ้านถูกเทลงกระทะที่มีน้ำมันร้อนๆ จากกองฟืนข้างกระท่อม...ซู่..!!! ไฟร้อนผ่าวผ่านหน้าผมไป ไม่นานเราก็ได้ “ผัดผักไฟป่า” พร้อมกับเสียงหัวเราะเมื่อเห็นภาพถ่ายจากหลังกล้อง เป้ สีน้ำชื่นชอบการทำอาหาร“การทำอาหารก็เป็นศิลปะ”ผมจึงได้กินอาหารที่ไร้กฏเกณฑ์อยู่หลายมื้อ แต่รสชาตินั้นใช้ได้เลยทีเดียว
“อยู่ในป่า กินอะไรก็อร่อย...เพราะมันหิว” เป้ สีน้ำพูดพลางหัวเราะพร้อมชามข้าวในมือ


Night Light : แสงค่ำ
เย็นย่ำค่ำมืดตะเกียงและเทียนเปล่งแสง กระท่อมในป่าสว่าง สลัว ห้อมล้อมด้วยแมกไม้ ลำห้วยน้ำตื้นเขินไหลเอื่อย เสียงแมลงบรรเลงพร้อมไปกับเสียง “เพลงหิ่งห้อย” จากกีต้าร์คลาสสิก

ภาพวาดชิ้นใหญ่ตั้งต้องแสงจากกองไฟ เปลวไฟวูบไหวไปมาคล้ายเคลื่อนพาภาพวาดให้เคลื่อนไหวมีชีวิต บางคืนผมนั่งดูดนตรี บางคืนก็ได้ร่วมพิจารณาผลงานของเป้ สีน้ำ เรื่องราวความฝันที่รออยู่นอกป่าเป็นเรื่องที่เราคุยกันบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นงานแสดงภาพ งานหนังสือ งานออกค่ายสัญจร หรือแม้แต่การล่องเรือไปตามลำน้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นงานชิ้นต่อไปที่เขาวาดหวังไว้ โปรเจคของเขาคล้ายคนหนุ่มอายุยี่สิบต้นๆ มีแรง มีไฟ มีคนช่วยผลักดันคงได้เห็นสิ่งเหล่านั้นในอนาคต แต่สำหรับงานชุดป่าต้นน้ำนั้นถือว่าสมบูรณ์แล้ว

Work in the Wild : การงานในป่า
เป้ สีน้ำวางพู่กันลงบนจานสีหลังปาดป้ายจดจ้องกระดาษแผ่นใหญ่มานานร่วมสองชั่วโมง อากาศเย็นในช่วงบ่ายแก่ๆ แบบนี้เขามักชวนผมออกเดินไปตามลำห้วย ทวนน้ำบ้างตามน้ำบ้าง เที่ยวชมธรรมชาติและหลายครั้งที่บางมุมเรากลับมาปักหลักกันทำงาน
ต้นไม้ใหญ่พุ่มไม้สลับซับซ้อนมีแสงพาดผ่านคือสิ่งที่ทำให้เขาตื่นเต้นตลอดเวลา ในแง่ของภาพถ่ายการถ่ายภาพในป่าไม่ง่ายนัก รายละเอียดที่มากมายทำให้ภาพดูไม่น่าสนใจ แต่เมื่อมีเป้ สีน้ำอยู่ในเฟรมภาพของผมก็มีชีวิต มีความรู้สึก และเห็นความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติมากขึ้น บางจุดบางมุมแสงทองส่องผ่านมองด้วยตาแล้วงดงาม เป็นงานแสดงศิลปะของป่า ระหว่างเดินไปตามลำห้วยเขามักชี้ร่องรอยของอดีตและเล่าเรื่องราวครั้งเก่าที่เข้ามาอยู่ในป่าแม่ทานี้ “กระท่อมเก่าอยู่ตรงนั้น” “เจองูตรงนี้” “เคยนอนในเต้นท์ที่น้ำเจิ่งนองบนเนินนั้น” เสมือนว่าลำห้วยนี้เป็นที่วิ่งเล่นในวัยเด็กของเขา

จากกระท่อมเดินทวนน้ำไปราวสองสามนาที ผ่านโขดหินใหญ่ เลี้ยวขวามาจะพบเจอหาดทรายหยาบๆ และผนังหินขนาดใหญ่ โค้งน้ำตรงนี้งดงามเสียจนอยากนอนหงายท้องมองฟ้าที่ต้นไม้เว้นช่องไว้ เสียงน้ำไหลระริกระรี้กระทบผนังหินที่เขียวชะอุ่มไปด้วยมอส-เฟิร์น ใต้น้ำใสมีปลาน้อยแหวกว่ายไปมา เป้ สีน้ำตั้งเฟรมวาดภาพลำห้วยที่เต็มไปด้วยโขดหิน สองข้างลำห้วยคือกอไผ่กลุ่มใหญ่ สายน้ำยังคงไหลริน อากาศเย็นชื้น ปลายพู่กันเคลื่อนไหวคล้ายสายน้ำ



วันหนึ่งเป้ สีน้ำยืนวาดรูปอยู่บนหาดทรายที่ปกคลุมด้วยวัชพืชเขียวเต็มหาด ลำห้วยไหลออกมาจากป่า ส่วนผมเดินหามุมเรื่อยเปื่อยเพื่อจะถ่ายภาพมุมสูงที่จะเห็นจิตรกร ลำธาร แมกไม้น้อยใหญ่กับแสงสีทอง และท้องฟ้ายามเย็น ผมเดินลัดเลาะข้ามลำห้วยไปขึ้นเนินด้านหลังของเป้ สีน้ำ มันเป็นทางเดินเล็กๆ ที่ชาวบ้านใช้เป็นเส้นทางขึ้นไปหาของป่าบนภูเขาสูง เดินขึ้นเนินมาราวสิบเมตรผมแหวกเถาวัลย์มายืนอยู่บนตลิ่งสูงร่วมสามเมตร และภาพที่ผมคิดไว้ในหัวก็มาอยู่ตรงหน้า ความสูงของตลิ่งทำให้เห็นลำธารที่ไหลออกมาจากป่าได้ชัดเจนกว่าด้านล่าง ผมรีบเรียกเป้ สีน้ำให้ขึ้นมาดูวิวตรงนี้ เพราะคิดว่าเป็นมุมที่เหมาะจะวาดภาพอย่างยิ่ง เมื่อเขาขึ้นมาเห็นทิวทัศน์เบื้องหน้า แววตาของเขาตื่นเต้นเหมือนเจอสิ่งอัศจรรย์ เขาให้ลุงเหลา ชาวบ้านที่มาคอยดูแลกระท่อมให้เขาถากถางพื้นที่ให้โล่งเตียน ใช้บันไดพาดตลิ่งขึ้นลง ก่อกองไฟสุมไฟไล่ยุงและแมลง เป้ สีน้ำใช้เวลาวาดภาพตรงนี้ไปสามวันเต็มๆ แสงที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วทำให้งานยากขึ้น กาแฟแก้วแล้วแก้วเล่าถูกส่งลงคอ ให้ผมเดาจากสายตาเขาปาดป้ายสีลงบนกระดาษนั้นเป็นแสนครั้ง


Summer Breeze : สายลมฤดูร้อน
ใบไม้ร่วงโรย ป่าเปลี่ยนสี รถยนต์วิ่งบดไปบนถนนดินแห้งผาก ฝุ่นคลุ้งลอยคว้างกลางอากาศแล้วค่อยๆหล่นลงมากองกับพื้นถนนเช่นเดิม สองข้างทางคือใบไม้แห้งสีเหลืองส้มทับถมเป็นแนวยาว อากาศผ่านเข้ามาทางหน้าต่างรถ ลมร้อนปะทะใบหน้า ขึ้นเนินสุดท้ายบนสันเขื่อน เป้ สีน้ำจอดรถตรงสุดทางถนน ฝุ่นตลบกลบรถอีกครั้งก่อนทุกอย่างนิ่งสนิท แสงแดดเข้มข้น ร้อนแรง เราตั้งแคมป์กันบนสันเขื่อน เป้ สีน้ำจะใช้เฟรมขนาดใหญ่วาดภาพวิวท้องทุ่งนาใต้อ่างเก็บน้ำ

สีสันของป่าในฤดูร้อนจัดจ้าน แดง เหลือง ส้ม และยังแซมเขียว ตัดกับท้องฟ้าสีคราม ทว่ามันไม่สดใสนักเพราะถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควันจากไฟป่า รูปทรงต้นไม้แปลกตา บ้างเหลือแต่กิ่งก้าน บ้างก็ทยอยแตกใบอ่อน และมีบ้างบางต้นที่จากลาโลกไป


ดวงอาทิตย์กลมโตคล้อยเคลื่อนหลบมุมไปทางหลังเขา อากาศเย็นลง เราเตรียมฟืน จัดเก็บอุปกรณ์วาดภาพ กางเต้นท์แล้วนอนพักผ่อนเพื่อรอแสงเช้าและเริ่มการงาน...

อากาศร้อนอบอ้าว แสงแดดจัด ฉายลงบนกระดาษขาวโพลน เป้ สีน้ำต้องรอให้ดวงตะวันเดินทางลดต่ำลงและอาศัยร่มเงาของรถเพื่อทำงานวาดภาพ นอกจากอากาศจะร้อนระอุแล้ว เหล่าแมลงในฤดูนี้ก็มีมากมายต่างแวะเวียนมากวนใจกันตลอดเวลา การสุมไฟให้เกิดควันจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ “อยู่ป่าอย่าขาดกองไฟ” พรานรุ่นเก่าบอกไว้เสมอ อากาศร้อน ไฟร้อน ควันท่วมหัว แมลงรุมตอม กว่าจะได้งานสักชิ้นต้องผ่านอุปสรรค

ระยะเวลาสามสี่วันบนสันเขื่อนกับแดดแรงๆ ของฤดูร้อนที่ทรงอานุภาพเผาผิวหนังของเราให้แห้งไหม้ ผมรู้สึกว่าแขนและใบหน้าเริ่มแสบร้อนเมื่อได้อาบน้ำในตอนเย็น เป้ สีน้ำก็ไม่รอดพ้นเปลวแดด อยากเห็นแสงเขาจึงไม่กลัวความร้อนของดวงตะวัน งานของเขาจึง “สมจริง” ไม่ใช่สมจริงในแง่ของการเป็นหลักฐานเหมือนภาพถ่าย แต่สมจริงในใจของจิตรกรเอง ส่วนผมเพียงแค่ทำหน้าที่ “บันทึกหลักฐาน” ของการทำงานของเขาเอาไว้....

แดดบ่ายร้อนจัด แต่ยังมีสายลมคลายร้อน เมฆฝนกำลังก่อตัว แมลงรุมตอมก่อกวน กองไฟควันคลุ้ง ภาพวาด “ชายป่า” ลุล่วงไปเกือบเสร็จแล้ว ภาพสีน้ำขนาดใหญ่ราวสี่สิบนิ้วกินพลัง เป้ สีน้ำไปมาก เราพักเบรกด้วยกาแฟร้อน ก่อนที่จิตรกรจะใส่สีไปบนกระดาษอีกครั้ง และช่างภาพก็ลั่นชัตเตอร์ไปจนมืดค่ำ

Moon Light : จันทร์เพ็ญ
ตะวันตกดินไปแล้ว ดวงจันทร์ทดแทนที่ ยังพอมีเวลาให้ เป้ สีน้ำได้วาดภาพบรรยายกาศยามเย็นริมอ่างเก็บน้ำแม่บอน ก่อนความมืดจะปกคลุม อากาศร้อนอบอ้าวในตอนกลางวัน ส่วนกลางคืนนั้นหนาวเหน็บ

งานชุด “ชายป่า” ถูกวาดลงกระดาษแผ่นใหญ่ เก็บความงดงามของภูมิทัศน์และเรื่องราวการเลื่อนไหลหล่อเลี้ยงผู้คนของลำธาร สีสันหลากหลายเพราะใบไม้เปลี่ยนสีรับฤดูแล้ง บ้างแดงบ้างเหลืองกระทั่งบางต้นเหลือเพียงกิ่งก้าน ป่าไม่ได้มีแค่สีเขียวเหมือนช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา การงานในช่วงนี้ใช้เวลาเฉพาะช่วงเช้าไปถึงสายๆ และกลับมาต่อกันใหม่ช่วงบ่ายแก่ๆ แสงแดดเช้า-เย็นสร้างมิติให้ชัดเจน

ราตรีคืบคลาน เฟรมวาดภาพถูกเก็บ อากาศค่อยๆเย็นลง น้ำร้อนในกาเดือดบทสนทนาก็เริ่มขึ้น...
“เราทำงานให้ถึงข้างใน ทำเพื่อวัดหัวใจตัวเอง เราไม่ได้ทำเพื่ออวดใคร ไม่อวดว่าเราเป็นอย่างไร เพราะเราเป็นของเราอยู่แล้วใครจะคิดอย่างไรเราไม่สนใจ” เป็นบางช่วงบางตอนในบทสนทนาที่ผมจำได้ดี

Stary Night : ดาวกระจ่างฟ้า
สิ้นแสงสุดท้าย...ไฟ LED ดวงน้อยและกองไฟสว่างขึ้น บนสันเขื่อนชายป่าเป็นที่โล่ง สูง ลมดี เป้ สีน้ำตั้งภาพวาดขนาดใหญ่ต้องแสงไฟเพื่อพิจารณารายละเอียดของงานอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเก็บงานไว้ในรถตู้โฟล์คคู่ใจ อากาศร้อนคลายกำลังลง ได้เวลาชำระล้างร่างกายที่อาบเหงื่อมาทั้งวัน หันหลังมองไปในป่ามืดสนิท ผมหยิบขาตั้งกล้องมารอถ่ายดาวเป็นล้านดวงบนท้องฟ้ากับแคมป์พักแรมของเราต่อ



ค่ำคืนหนาวเหน็บ การอยู่ใกล้ๆ กองไฟนั้นดีที่สุดแล้ว เสียงกีต้าร์พลิ้วพราว เป้ สีน้ำ ไล่สเกลร่วมชั่วโมงก่อนจะบรรเลงบทเพลงอย่างต่อเนื่อง เพลงของป่า เพลงของน้ำ เพลงต้นไม้ เพลงหิ่งห้อย รวมทั้งเพลงของเธอ ผมชื่นชอบอารมณ์ดนตรีข้างกองไฟมากกว่าคอนเสิร์ตใดๆ ไม่มีบรรยากาศไหนให้ฟังดนตรีได้ดีเช่นนี้ ถ่ายภาพไปนิดหน่อยพอรู้ว่าได้ภาพแล้ว ผมวางกล้องตาจ้องมองกองไฟ ปล่อยเสียงไหลเข้าหูจนดึกดื่นแล้วจึงมุดเข้าเต้นท์นอน
Companion : ศรีไพร
ผมพบกับศรีไพรครั้งแรกกลางฤดูร้อน มันเป็นหมาสีดำ รูปร่างดี สะอาด และคล่องแคล่ว เป้ สีน้ำขอมันมาจากเจ้านายเก่าของมันที่เป็นพรานหาของป่า มันถูกผูกไว้ใกล้ๆ เขา ในเวลาทำงาน แต่นิสัยของหมาที่คุ้นชินกับป่ามักรักอิสระ การผูกมันอยู่กับที่เป็นการฝืนใจกันพอสมควร แต่นั่นก็เพื่อให้คุ้นเคยกันกับนายใหม่


เป้ สีน้ำดูแล อาบน้ำ และเลี้ยงดูมันอย่างดีเท่าที่จะทำได้ ไม่นานนักมันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของเขา คอยเดินตามบ้าง และนำทางบ้าง มันคอยเห่าส่งเสียงเตือนเมื่อมีสิ่งผิดปกติ
ศรีไพรติดตามเขาไปทุกที่ มันคล่องแคล่ว ว่องไว ตามแบบฉบับหมาพราน เมื่อผมออกจากป่ากลับมาทำงานในเมือง ศรีไพรคือเพื่อนตัวเดียวที่อยู่กับเขา

Back Home : กลับบ้าน
ปลายเดือนธันวาคม ปี 2558 เป้ สีน้ำจบงานชิ้นสุดท้ายก่อนเดินทางกลับออกจากป่า อากาศยังคงหนาวอยู่หลังฝนหลงฤดูแวะมาเยี่ยมเยือน ยามเช้าอากาศสดชื่น หมอกลอยฟุ้ง แดดอ่อนฉายแสงผ่านม่านหมอก ป่ามีมิติ มีพลัง ค่ำคืนดวงดาวกระจ่างฟ้า มันก็น่าอาลัยอาวรณ์อยู่ไม่น้อยกับบรรยากาศเช่นนี้ เขาสูดหายใจลึกๆ สูดหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดไปให้เยอะที่สุด และเชื้อเชิญให้ผมทำเช่นนั้นด้วย น้ำในลำห้วยลดลงไปเล็กน้อย แต่มันยังคงใสสะอาดเหมือนเดิม เขาเดินทวนน้ำขึ้นไปชำระล้างร่างกาย นอนแช่อยู่ในลำห้วยนานๆ ซึมซับทุกอย่างไว้อย่างไม่อยากเดินจาก



กระท่อมว่างเปล่า เป้ สีน้ำไหว้วานให้ชาวบ้านมาช่วยแบกของออกไปทั้งอุปกรณ์ทำงานและเครื่องยังชีพต่างๆ รวมถึงที่หลับที่นอนที่ถึงเวลาต้องสะสางความสะอาดแล้ว
ในแววตาห่วงหาอาวรณ์ ดูเหมือนการตัดสินใจจากป่าไปช่างเป็นเรื่องที่ต้องทำใจ แต่ก็นั่นแหละ ชีวิตต้องเดินต่อไป การงานอีกมากมายยังคงรออยู่เบื้องหน้า ทว่าในการลาจากของเขาผมไม่คิดว่าเป็นการเดินจากไปอย่างไม่หวนกลับมาอีก เที่ยวเดินทางในใจของเขาชัดเจนอยู่แล้วว่า “จากลาเพื่อจะพบกันใหม่”


More Gallery
เรื่องและภาพ : ชลิต สภาภักดิ์
THE WILD ARTIST
Chalit Saphaphak / 2017
Self-published
A5 / 124 Pages
150 copies

















































































Comments