top of page

Wild honey : คน ผึ้ง ป่า

The Collectors

  • Writer: The Countryman
    The Countryman
  • Nov 27, 2020
  • 2 min read

Updated: Nov 28, 2020

โลกหลงใหลของนักสะสม


"จากข้าวของธรรมดาสู่คอลเลคชั่นมูลค่านับล้าน

เหล่านักสะสมเห็นอะไรในสิ่งของเหล่านี้"


เมื่อสิบกว่าปีก่อน สมัยที่ผมยังเรียนมัธยมศึกษา อินเทอร์เน็ตยังไม่มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตผู้คนมากนัก การเดินทางออกไปท่องโลกยังเป็นเรื่องยาก อย่างน้อยก็สำหรับผม ทางเลือกเดียวที่พอจะเป็นไปได้ ในเวลานั้นคือการเดินทางผ่านตัวหนังสือ ผมเก็บเล็กผสมน้อยด้วยเงินค่าขนมจากทางบ้าน บวกกับความอยากรู้ความเป็นไปของโลก จึงซื้อหนังสือจำนวนหนึ่งมาเริ่มอ่าน และการเดินทางผ่านตัวอักษรของผมก็เริ่มขึ้นจากตรงนั้น นานวันเข้าหนังสือกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและเป็นเสมือนพาหนะเดินทางจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งโดยปราศจากพรมแดนและเส้นแบ่งของห้วงเวลา จนรู้ตัวอีกทีก็เมื่อมีคนทักผมว่า "ของสะสมของคุณคือหนังสือละสิ" ที่จริงผมเองไม่ค่อยสนใจนัก เพราะวัตถุประสงค์ของการ ซื้อหามาเพียงเพื่ออ่านและเสพสาระที่อยู่ในหนังสือ แต่เมื่อมองไปยังชั้นหนังสือรอบห้องและพบว่า จำนวนหนังสือที่มีอยู่นั้นมากจนแทบไม่มีที่เก็บ คนรอบข้างจึงคิดเอาว่าผมสะสมหนังสือ แต่จนถึงทุกวันนี้ผมยังสงสัยว่าผมจะเรียกตัวเองว่านักสะสมได้หรือไม่

สนม จันทราภิรมย์ กำลังร่ายรำในงาบุญโดยสวมใส่ "ชุดเกราะ" ที่ประดับด้วยพระเครื่องนับร้อยองค์ น้ำหนักรวมมากกว่าห้ากิโลกรัม พระเครื่องเป็นหนึ่งในของสะสมยอดนิยมตลอดกาลของประเทศไทย

หลงใหลความเก่า... ผมพบอาจารย์ทวีไทยจากคำแนะนำของเพื่อนรุ่นน้องโดยบังเอิญ ความสนใจในกระแสนิยมจักรยานนำพาผมให้เดินทางไปยังถนนสวนผักซอย 6 ย่านตลิ่งชัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของ "บ้านจักรยาน" ของอาจารย์ทวีไทย เพื่อนรุ่นน้องคนเดิมยํ้ากับผมว่า "รับรองว่าคนนี้ตัวจริงเลยครับ จริง กว่านี้ไม่น่าจะมีแล้ว" แม้ชื่อของบ้านจักรยานย่านตลิ่งชันจะเป็นที่คุ้นเคยกันดีของกลุ่มคนที่ชื่นชอบจักรยานโบราณ ทว่าที่นี่ไม่ใช่แค่เพียงแหล่งรวบรวมจักรยานโบราณอันดับต้นๆของเมืองไทย หากยังเป็นแหล่งรวบรวมของเก่าที่บางชิ้นมีอายุร่วมร้อยปี หรือบางชิ้นอาจพูดได้ว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่ชิ้นของโลก

อาจารย์ทวีไทย บริบูรณ์ อดีตอาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เจ้าของและนักสะสมของเก่าบอกกับพวกเราว่า "ที่นี่ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ แต่เป็นบ้าน" บ้านจักรยานเปิดต้อนรับผู้สนใจจักรยานและของเก่าให้เข้ามาเยี่ยมชมได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย อาจารย์ทวีไทยมักยํ้าเสมอว่าที่นี่คือบ้าน และข้าวของทุกชิ้นคือของส่วนตัวที่แบ่งให้คนสนใจเข้ามาศึกษา ทว่าหากมีโอกาสได้เดินชมของเก่าพร้อมสนทนากับเจ้าของอย่างอาจารย์ทวีไทยแล้วละก็ เราอาจคิดไปว่าที่นี่คือพิพิธภัณฑ์ เพราะเขาสามารถบอกเล่ารายละเอียดและเรื่องราวความเป็นมาของของสะสมแต่ละชิ้นเชื่อมโยงกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของประเทศไทยได้อย่างลึกซึ้ง "ตัวอย่างที่ชัดๆเลยคือยาหม่องหลากหลายชนิดที่บางยี่ห้อเลิกผลิตไปแล้ว หรือบางยี่ห้อยังมีขายอยู่แต่ปัจจุบันหน้าตาเปลี่ยนไปมาก ของพวกนี้บางคนเคยใช้ บางคนเคยเห็นในทีวี หรือฟังจากโฆษณาทางวิทยุในยุคหนึ่งสมัยหนึ่งซึ่งนานมาแล้ว" อาจารย์ทวีไทยยกตัวอย่างถึงยาหม่อง ข้าวของสะสม ใกล้ตัวที่เราอาจมองข้าม "พอกลับมาเห็นอีกครั้งทำให้เชื่อมโยงกลับไปยังความทรงจำตอนนั้น คนสมัยก่อนเขาใช้ ยาหม่องกับอาการเจ็บป่วยแทบทุกโรค ความทรงจำเลยมีชีวิตขึ้นมา นี่คือเสน่ห์สำคัญของของสะสมครับ"เขาบอก


อาจารย์ทวีไทยเริ่มต้นเก็บสะสมจากจักรยานโบราณ จากนั้นจึงขยายความสนใจไปยังข้าวของชนิดอื่นๆ ตั้งแต่ขวดนํ้าอัดลม ป้ายโฆษณา ขนมขบเคี้ยวไปจนถึงยาหม่องยี่ห้อต่างๆ เขาบอกว่ามักเลือกเก็บของที่ไม่ได้เป็นแฟชั่นในยุคนั้น อย่างไรก็ตามมีความย้อนแย้งบางอย่างที่ผมสงสัยในแนวคิดการสะสมของบ้านจักรยานนั่นคือ ของสะสมที่นี่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนด้วย "ถ้านับว่าของพวกนี้เป็นของสะสม ทำ ไมถึงขายสิ่งที่เราใช้เวลายาวนานในการเก็บรวบรวมออกไปครับ" ผมเอ่ยถามอาจารย์ทวีไทย "ความสุขของการสะสมอยู่ที่กระบวนการแสวงหา ได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูล ได้เรียนรู้เรื่องราวที่มาของวัตถุนั้นๆและแน่นอนว่าความสุขย่อมเกิดขึ้นเมื่อได้ครอบครอง แต่ท้ายที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปมันกลายเป็นภาระ เพราะ นักสะสมทุกคนย่อมต้องดูแลของที่ตัวเองสะสมเป็นอย่างดี ดังนั้นการขายของออกไปจึงเป็นช่องทางในการปลดเปลื้องภาระเหล่านั้น ซึ่งถือเป็นการดีต่อทั้งตัวผมเองซึ่งอายุมากแล้ว และต่อของชิ้นนั้นที่จะได้ไปอยู่ในมือของคนที่รักและเห็นคุณค่าของมันเช่นกัน" เขากล่าว


หลงใหลความไม่สมบูรณ์... ธัชเนตต์ ดวงขวัญ เป็นนักสะสมที่ได้แรงบันดาลใจจาก ภาพยนตร์และการ์ตูนในวัยเด็ก ทว่าของสะสมของเขา ไม่ใช่ตัวตุ๊กตุ่น หนังการ์ตูน หรือเครื่องแบบยอดมนุษย์ "มันเริ่มจากการดูการ์ตูน ดูหนังที่มีสัตว์ประหลาด ตอนนั้นเราเชื่อว่ามันจริงและน่าตื่นเต้นมาก จนเมื่อโตขึ้นเลย เริ่มลองคิดเล่นๆว่าถ้าตัวละครเหล่านั้นมีอยู่จริงจะเป็นอย่างไร ใช้ชีวิตอยู่แบบไหน เลยเป็นที่มาของการออกไปตามหามาครอบครอง" เขาเล่าให้เราฟังด้วยนํ้าเสียงตื่นเต้น จากสายตาของคนนอก ของสะสมของเขาไม่ต่างอะไรกับสัตว์ประหลาด ทั้งไก่ที่มีหงอนผิดรูป ปลาตาบอดมาแต่กำเนิด เต่าที่มีสองหัวอยู่ในตัวเดียว รวมถึงปลาทอง ที่มีใบหน้าคล้ายมนุษย์ แต่สำหรับธัชเนตต์แล้ว มันคือการไล่ตามความฝันเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก เขาบอกว่า "ความแปลกเหล่านั้นมันดึงดูดเรา ทำให้อยากรู้อยากเข้าใจการดำรงชีวิตของพวกมัน ซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อเราได้ครอบครองแล้วเท่านั้น" ธัชเนตต์เชื่อว่าสัตว์เหล่านี้หาดูที่ไหนไม่ได้ง่ายๆ แม้จะใช้เงินจำนวนมากก็ไม่ได้รับประกันว่าจะสามารถหามาครอบครองได้ ทั้งนี้เพราะสัตว์เหล่านั้นล้วนถูกรังสรรค์ โดยธรรมชาติ หาได้เกิดจากฝีมือมนุษย์ "ความอยากของผมอยู่ในขั้นหมกมุ่นรุนแรงมากครับ ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนกับว่า เราตามหาให้คนอื่นได้เห็นในสิ่งที่เราเคยเห็นมาแล้ว เหมือนได้แบ่งปันความสุขให้คนอื่นบ้าง เด็กบางคนโชคดีเกิดมาเจ็ดแปดขวบก็ได้มาเห็นในสิ่งที่เราตามหามาทั้งชีวิตแล้ว มันเป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆนะ"

สำหรับธัชเนตต์แล้ว ทัศนคติของสังคมคือเครื่องชี้วัดถึงความแปลกประหลาดของสัตว์เหล่านั้น แน่นอนเขาคิดเห็นต่างออกไป "อันดับแรก เราต้องมองว่าตัวสัตว์ยิ่งใหญ่ก่อน บางคนอาจมองว่าเป็นแค่สัตว์พิการ แต่สำหรับผมแล้วสัตว์พิการหรือไม่พิการขึ้นอยู่กับว่าสังคมมีทัศนคติต่อพวกมันอย่างไร อย่างช้างเผือกจริงๆแล้วก็คือช้างที่มียีนด้อยในพันธุกรรม แต่ทัศนคติของคนส่วนใหญ่ในสังคมมองว่าความผิดปกติแบบนั้นคือสิ่งมหัศจรรย์ ดังนั้นช้างเผือกจึงกลายเป็นสัตว์ที่ยิ่งใหญ่ พูดง่ายๆคือขึ้นอยู่กับบริบทของสังคมตรงนั้นว่าให้ค่าอย่างไรมากกว่าครับ" ธัชเนตต์ชวนให้ผมคิดตาม ด้วยเงื่อนไขทางพันธุกรรมต่างๆทำให้สัตว์แปลกที่เขาสะสมอยู่นั้นมักมีอายุไม่ยืนเท่าไรนัก ตัวเขาเองเข้าใจดีถึงความเสี่ยงเหล่านั้น เครื่องไม้เครื่องมือและกระบวนการเก็บรักษาร่างกายสัตว์จึงต้องเตรียมพร้อมไว้เสมอและเขาเป็นผู้ลงมือเอง "ความรู้สึกผูกพันไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย ผมจึงเลือกที่จะเก็บพวกมันไว้เพื่อระลึกถึงในฐานะเครื่องเตือนความทรงจำที่พาผมกลับสู่วัยเด็ก" นํ้าเสียงของเขาสื่อถึงความรัก ชายผู้หลงรักในความไม่สมบูรณ์แบบทิ้งการบ้านไว้ให้ผมกลับไปทบทวน ผมสรุปกับตัวเองว่า หากเรานิยามความชำรุดในความหมายของธัชเนตต์แล้ว ความไม่สมบูรณ์ใดใดในโลกอาจกลายเป็นเพียงเรื่องของรสนิยม


หลงใหลมูลค่า... อีกมุมหนึ่งในโลกของการสะสมที่น่าตื่นตาตื่นใจราวกับ ฉากใหญ่ในภาพยนตร์ คืองานประมูลของเก่าโดยบริษัท เอื้อเสรีคอลเลคติ้ง จำกัด งานนี้จัดขึ้นเพียงปีละสามครั้ง ซึ่งทุกครั้งได้รับความสนใจจากนักสะสมและบรรดาพ่อค้าของเก่าชั้นแนวหน้าของประเทศไทย

ด้วยชื่อเสียงที่สั่งสมมาอย่างยาวนานทั้งในด้านของการจัดงานที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล และการรวบรวมบรรดาผู้มีความรู้และความชำนาญด้านของโบราณหลากหลายชนิดอย่างครบครัน ของที่นำมาประมูลมีราคาตั้งแต่หลักพันบาทไปจนกระทั่งหลักล้านบาทและเป็นไปตามความต้องการของตลาดนักสะสม เช่น แสตมป์ เอกสารโบราณ เครื่องใช้โบราณ ไปจนถึงเงินตรา บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก นักสะสมและนักเก็งกำไรต่างเตรียมความพร้อมมาอย่างเต็มที่ หลายครั้งที่ราคาของสินค้าสร้างความประหลาดใจให้พวกเรา อาทิ ซองจดหมายติดแสตมป์ซองหนึ่งถูกประมูลไปด้วยราคาหลายล้านบาท ด้วยเหตุผลว่าเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งที่แสดงถึงการมีอำนาจอธิปไตย ของไทยเหนือ "สี่รัฐมาลัย" ซึ่งประกอบด้วย กลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี และปะลิส ในช่วงเวลาสั้นๆสมัย สงครามโลกครั้งที่สอง หรืออย่างแสตมป์ที่มีตำหนิ จากกระบวนการพิมพ์ซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่ชุด ถูกประมูลไปในราคาหลายหมื่นบาท นักสะสมผู้ไม่ประสงค์ออกนามคนหนึ่งบอกถึงสาเหตุ ที่เขาเลือกใช้การประมูลเป็นช่องทางหนึ่งในการแสวงหาคอลเล็กชันของสะสมของเขาว่า "สำหรับผมแล้วการประมูลคือตลาดเสรีที่ทุกคนมีสิทธิเท่ากัน เราต่อสู้กันด้วยราคาและราคาคือความพอใจส่วนบุคคล ถ้าผมเห็นว่าผมไหว ผมจ่ายได้ ผมก็สู้ ผมว่ามันแฟร์ดี" นอกเหนือจากการต่อสู้ด้วยราคาที่ทุกคนมีสิทธิ์ อีกเหตุผลที่ทำ ให้เขาเลือกเดินเข้าสู่สนามของการประมูลคือความสบายใจ "คุณไปหาของเองโอกาสเจอของปลอมมีสูง ของยิ่งหายากราคายิ่งสูง คนทำปลอมยิ่งเยอะ แต่มาที่นี่มีการรับรอง" การรับรองที่เขาหมายถึงไม่ใช่เพียงการรับรองด้วยวาจาจากทางผู้จัดการประมูลหากเป็นการออกใบรับรองว่าสิ่งของที่เข้าสู่การประมูลในแต่ละครั้งได้การรับรองจากผู้เชี่ยวชาญว่าเป็นของจริง


หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นคือ เกรียงไกร หิรัญพันธุ์ทิพย์ นายกสมาคมเหรียญกษาปณ์แห่งประเทศไทย อดีตวิศวกรโรงงานผู้หลงใหลเหรียญกษาปณ์และเงินตราโบราณ ความสนใจของเขาเริ่มต้นจากการเป็นผู้ที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์ เขามีโอกาสเดินทางไปทำงานตามพื้นที่ชนบทและใช้โอกาสเหล่านั้นในการลงพื้นที่ศึกษาและแสวงหาเงินตราโบราณเรื่อยมากระทั่งปัจจุบัน และอีกด้านหนึ่งการสะสมนำพาเขาเข้าไปยังโลกของการศึกษาประวัติศาสตร์ "เพื่อหาข้อสนับสนุนมารองรับสมมุติฐานครับ" เขาบอก "ทำ ไมต้องเป็นเงินตรา" ผมถามด้วยความสงสัย เกรียงไกรยิ้มมุมปากก่อนอธิบายว่า "ก่อนอื่นเลยเงินตราเป็นของมีค่าไม่ว่าอยู่ในสมัยไหน มนุษย์เราใช้เงินตราเป็นสิ่งสมมุติในการซื้อขายแลกเปลี่ยนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร นอกจากนั้น ผมหลงใหลในรูปทรงของเงินตราโบราณ โดยเฉพาะพดด้วงที่แต่ละยุคสมัยจะมีความแตกต่างกันออกไป ทั้งสุโขทัย อยุธยา จนถึงรัตนโกสินทร์ ซึ่งในแต่ละราชวงศ์จะมีตราประทับที่สลักลงบนพดด้วงแตกต่าง กันไปเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าสร้างขึ้นในสมัยใด"


ปัจจุบันเงินพดด้วงไม่มีมูลค่าตายตัวในหมู่นักสะสม ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความหายากและความสมบูรณ์ของพดด้วง ส่วนใหญ่นักสะสมเงินตราโบราณมักให้ความสำคัญกับความสมบูรณ์ของตราประจำราชวงศ์ที่ประทับอยู่บนพดด้วง ซึ่งแต่ละอันจะมีความคมชัดไม่เท่ากัน ด้วยกระบวนการผลิตของช่างประจำราชสำนักและใช้การตีตราประทับโดยแรงคน พดด้วงมูลค่าหนึ่งสลึงในสมัยโบราณอาจมีราคาซื้อขายในหมู่นักสะสมมากถึงหนึ่งแสนบาทตามกลไก ทางการตลาดและความพึงพอใจของนักสะสม สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ผมมองว่าเป็นเอกลักษณ์และพาให้เกรียงไกรก้าวไปไกลเกินกว่านักสะสมเหรียญและเงินตราทั่วไปคือการเป็นนักประวัติศาสตร์ตัวยงที่หมั่นค้นคว้าหาข้อมูลมาอธิบายที่มาที่ไปของเงินตราโบราณเหล่านั้น จึงไม่แปลกใจเลยที่แวดวงนักสะสมเงินตราโบราณและเหรียญกษาปณ์จะยกให้เขาเป็นเบอร์หนึ่งของเมืองไทย


หลงใหลความสุข...

หลายวันต่อมา ผมและเพื่อนช่างภาพมีนัดกันที่คาเฟ่เล็กๆแห่งหนึ่งย่านเกษตร-วังหิน ครั้งแรกที่เดินเข้าไปในร้านผมบอกกับเพื่อนช่างภาพว่า "ที่นี่น่าถ่ายรูปจริงๆ" เพราะมีตุ๊กตาหมีมากมายจัดวางตกแต่งอย่างลงตัวจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้สิ่งแปลกปลอมอย่างอื่นแทรกเข้าไป แทบจะเรียกได้ว่า ที่นี่คืออาณาจักรตุ๊กตาหมี


ธนาภรณ์ ประดับพลอย เจ้าของร้าน Retro Bear Cafè เล่าให้เราฟังถึงที่มาของร้านว่า "เริ่มจากการเป็นคน ที่ชอบตุ๊กตาหมีมากค่ะ ก็เลยเก็บสะสมมาเรื่อยๆ จนรู้ตัวอีกทีบ้านเรากลายเป็นที่อยู่ของหมีไปแล้ว" แววตาของเธอฉายแววความรัก "จนถึงจุดหนึ่งเราคิดว่าน่าจะลองเอามาทำอะไรสักอย่างดู เพราะตอนที่อยู่ที่บ้าน เพื่อนๆญาติๆที่มาเห็นก็จะพูดเหมือนๆกันว่า 'มันเยอะจนออก ทีวีได้เลยนะ' แล้วเราเองก็สนใจอยากมีร้านเล็กๆของตัวเองอยู่แล้ว เลยตัดสินใจเอาตุ๊กตาที่เราเก็บมาตั้งแต่สมัยเด็กๆมาเป็นของตกแต่ง" กระนั้น ความสุขอีกอย่างหนึ่งซึ่งเธอคาดไม่ถึงคือในเวลาต่อมาคาเฟ่เล็กๆแห่งนี้ได้กลายเป็นแหล่งรวมของคนที่มีใจรักตุ๊กตาหมีเช่นเดียวกับเธอ "มันเป็นความสุขอย่างหนึ่ง เมื่อที่นี่เป็นเหมือนสถานที่สำหรับพบปะพูดคุยของคนคอเดียวกัน คือคนรักตุ๊กตาหมี" เช่นเดียวกับของสะสมอื่นๆ ตุ๊กตาหมีมีทั้งรุ่นที่หายากและรุ่นที่ได้รับความนิยม ซึ่งสามารถพบเห็นได้ทั่วไป


สำหรับ ธนาภรณ์แล้ว เธอสะสมครอบครองทั้งสองแบบ "โดยส่วนตัวแล้วไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าไรกับความหายากหรือมูลค่าของตุ๊กตาแต่ละตัว ตุ๊กตาหมีที่เรามีคือตัวที่เราชอบ เห็นแล้วถูกชะตามากกว่า" หากการได้ในทำสิ่งที่ตนเองรักเป็นความฝันของใคร หลายคน กรณีของธนาภรณ์อาจสร้างแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนได้เป็นอย่างดี การได้เป็นเจ้าของธุรกิจเล็กๆที่ขับเคลื่อนด้วยของสะสมที่ตนเองรักนั้น เป็นอีกหนึ่งแง่มุมในโลกของการสะสม ที่ของสะสมอาจไม่จำเป็นต้องถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบอยู่ในตู้โชว์ส่วนตัวเท่านั้น


หลงใหลธรรมชาติ...

สมชาย ปาทาน เป็นนักสะสมหัวกะโหลกและเขาควาย เขาเติบโตมาในครอบครัวมุสลิมที่ทำโรงฆ่าสัตว์ ตั้งแต่เด็กจนโตสมชายเห็นหัววัวและควายมานับแสนหัวเพราะต้องไปตลาดค้าวัวควายกับพ่อ เมื่ออายุมากขึ้นก็เริ่มเก็บสะสมหัววัวและควายที่พ่อมอบให้ จนทุกวันนี้หัวกะโหลกวัวและควายกว่า 800 หัว ตั้งเรียงรายในโกดังจนเต็ม "อยู่กับมันมาตลอดจนกลายเป็นความชอบ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตครับ" เขาบอก นอกจากสะสมแล้ว สมชายยังจำหน่ายหัวกะโหลกเหล่านี้สำหรับผู้ที่ต้องการนำไปประดับบ้าน แนวคิดในการสะสมของสมชายเน้นลักษณะทรงเขาสัตว์ที่ต้องแปลก เช่นความยาวหรือความคด เขามองว่าความแปลกนั้นเกิดจากธรรมชาติและเป็นเสน่ห์ของเขาสัตว์ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงตระเวนไปทั่วประเทศเพื่อเสาะหาเขาสัตว์

กระนั้นเขายืนยันว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับของที่ผิดกฎหมายเด็ดขาด "ผมไม่สะสมหัวกระทิง เก้ง กวาง หรือสัตว์ป่า อื่นๆ เพราะมันไม่ใช่สัตว์ที่คนกินเนื้อเป็นอาหารตามปกติ ถ้าเราอยากได้ต้องสั่งฆ่า แต่วัวควายพวกนี้ถูกเลี้ยงมาเป็นอาหาร หัวของพวกมันถ้าผมไม่เอามาก็จะถูกนำไปบดทำ ผงชูรส ผมเอามันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ด้วยการเพิ่มมูลค่าครับ" สมชายเล่าว่า เขากระทิงราคาสูงสุดอยู่ที่ราวๆ แปดหมื่นหรือหนึ่งแสนบาท แต่เขาควายสามารถเพิ่มมูลค่าได้ถึงสองแสนบาท เพราะทุกวันนี้ วัวควายมีอายุไม่มาก ส่วนใหญ่โดนส่งเข้าโรงเชือดหมด "ผมมองว่าการเก็บของผิดกฎหมายเพียงชิ้นเดียว หากเกิดปัญหาขึ้นมาอาจทำให้ของที่เราเก็บอยู่ทั้งหมดมีปัญหาตามไปด้วย อาจถูกเหมารวม ถูกอายัดหรือไม่ก็ยึดไปหมด ซึ่งไม่คุ้มกับสิ่งที่เราทำมาตลอดชีวิต" เขาเล่าให้เราฟัง สมชายทิ้งท้ายว่า แม้ของสะสมกับสิ่งที่เขาขายเพื่อนำรายได้มาใช้ยังชีพจะเป็นสิ่งเดียวกัน แต่นั่นไม่ได้ทำให้จิตวิญญาณนักสะสมในตัวเขาแตกต่างจากของนักสะสมคนอื่นๆ สมชายยืนยันว่า เขาวัวควายหลายชิ้นในร้านไม่ได้มีไว้สำหรับขาย บางชิ้นเขานำมาตั้งแสดงเพื่อให้คนที่แวะมาเยี่ยมชมได้เห็นถึงความสวยงามแปลกตาที่ธรรมชาติ สร้างขึ้น ซึ่งเขาไม่มีทางขายออกไปอย่างเด็ดขาด ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่สามารถหาชิ้นใหม่มาทดแทนได้

"เขาวัวเทพพนม" เป็นที่สุดของความหายากในวงการนักสะสมเขาสัตว์ประเภทเขาวัวเขาควาย

หลงใหลรสชาติ...

เราลงความเห็นกันว่าการไปพบธวัชชัย วิบูลจันทร์ ที่บ้านย่านพุทธมณฑลควรใช้บริการรถสาธารณะ และไม่ควรขับรถมา ธวัชชัยเป็นอาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เป็นนักสะสมเบียร์ตัวยงของประเทศไทย ทุกวันนี้เขารับผิดชอบสอนวิชาเกี่ยวกับการหมักเบียร์ให้กับภาควิชา และเป็นเจ้าของเพจ Trust me, I’m a "Beerotechnologist" ที่สรรหาสารพัดเบียร์จากทุกมุมโลกมาอวดทุกวัน ภายในห้องนอนของเขาราวกับโลกส่วนตัวที่ถูกยึดครองด้วยตู้กระจกและสารพัดขวดเบียร์ (ยังมีนํ้าเบียร์) ที่เรียงรายจนเต็ม "ทั้งหมดเริ่มจากตอนที่ผมยังเป็นนักศึกษาปีสาม มีโอกาสได้ลองดื่มเบียร์สัญชาติเยอรมันยี่ห้อหนึ่ง จำความรู้สึกตอนนั้นได้ว่าโคตรอร่อย อร่อย ที่สุดตั้งแต่เคยดื่มมา" ธวัชชัยหรืออาจารย์ต้นเล่าอย่างตื่นเต้น ราวกับเรื่องราวต่างๆเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เด็กหนุ่มคนหนึ่งสนใจและศึกษาเรื่องราวของเครื่องดื่มที่มีผู้ดื่มมากที่สุดอันดับสามของโลก (รองจากนํ้าเปล่าและชา) อย่างจริงจัง เขาเป็นนักเรียนทุนที่ทางมหาวิทยาลัยส่งไปเรียนทางด้านการหมักเบียร์จากมหาวิทยาลัยเดวิส ประเทศสหรัฐอเมริกา และกลับมารับผิดชอบการสอนวิชาดังกล่าวที่มหาวิทยาลัย อาจารย์ต้นยืนยันว่าเขาเป็นเพียงนักชิม ไม่ใช่นักดื่ม "ชิมเพื่อให้รู้ถึงกลิ่นและรสชาติของมัน และทั้งหมดนั้นก็อธิบายไปถึงกระบวนการผลิตได้ว่าซับซ้อนและยุ่งยากเพียงใด" แน่นอน เขามักจะได้รับโอกาสในการทดลองชิมเบียร์ยี่ห้อใหม่ก่อนใครเสมอ ด้วยเหตุผลที่ทางผู้นำเข้า อยากทราบความคิดเห็นของเขา "ผมเป็นนักชิม แต่ผม ไม่ใช่นักรีวิว ผมไม่พรรณนาถึงรสชาติใดๆลงในโซเชียลมีเดีย ผมไม่อยากถูกมองว่าทำโฆษณา หากอยากรู้คุยกันได้เป็นการส่วนตัว" นอกจากความซับซ้อนในรสชาติแล้ว บรรจุภัณฑ์เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เบียร์มีเสน่ห์ต่างออกไป "ฉลากของเบียร์แต่ละยี่ห้อมักเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ ในต่างประเทศเบียร์เป็นเหมือนสินค้าพื้นบ้าน เป็นเหมือนของดีประจำ ท้องถิ่น เพราะฉะนั้นจึงมีเบียร์อีกเยอะมากๆในโลกนี้ที่ผมยังไม่ได้ชิม" อาจารย์ต้นอธิบาย พร้อมกับอวดเบียร์บางขวดที่มีลายเซ็นของ brewer หรือผู้ผลิตบนฉลาก เขาบอกว่า ที่ผ่านมาลงทุนเดินทางไปต่างประเทศเพียงเพื่อซื้อเบียร์บางขวดเท่านั้น "ผมจะซื้อมาสองขวดในหนึ่งยี่ห้อ ขวดหนึ่งเอาไว้เก็บ อีกขวดหนึ่งเอาไว้ดื่ม แต่ถ้ามีความจำเป็นที่ทำให้ได้มาเพียงขวดเดียว ผมเลือกที่จะเก็บจนกว่าจะได้ขวดที่สองมา ผมจึงจะดื่มครับ"


หลงใหลความวิจิตร...

เป็นที่รู้กันในหมู่นักสะสมของเก่าว่า พลตำรวจเอก สันต์ ศรุตานนท์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นนักสะสมของเก่าที่มีคอลเล็กชันงานฝีมือระดับวิจิตรจำนวนนับไม่ถ้วน มูลค่ามหาศาล และหลายชิ้นมีอยู่เพียงไม่กี่ชิ้นในโลก เขาเข้าสู่โลกการสะสมด้วยการรับมรดกของเก่าจาก พลตำรวจเอก กระเษียร ศรุตานนท์ อดีตรองอธิบดีกรม ตำ รวจผู้เป็นลุง ตั้งแต่เขายังอายุ 25 ปี นับแต่นั้นนายตำรวจหนุ่มจึงตัดสินใจดำเนินรอยตามพร้อมกับต่อยอด คอลเล็กชันของสะสมจนเพิ่มขึ้นอย่างมากมายในปัจจุบัน


ในบรรดาของสะสมนับพันนับหมื่นชิ้นนั้น "หอยสังข์" นับเป็นหนึ่งในสุดยอดของสะสมที่นักสะสมของเก่า ลงความเห็นว่ามีมูลค่าและความหายากในระดับท็อป ซึ่งพลตำรวจเอก สันต์น่าจะเป็นผู้ครอบครองมากที่สุดในประเทศไทย (และแน่นอนมูลค่าสูงมหาศาล) หอยทะเลกาบเดี่ยวเหล่านี้ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาและในราชสำนักหลายประเทศ ซึ่งผ่านการตกแต่งจากช่างฝีมือจนสวยงาม มีการประดับทองและอัญมณีจนวิจิตรและหามูลค่าไม่ได้ หอยสังข์ที่ใช้ในพิธีกรรมแบ่งเป็นสองประเภท คือสังข์เป่า และสังข์รดนํ้า ในแถบเอเชียใต้พบหอยสังข์โบราณตามแนวเทือกเขาสูงในทิเบต ภูฏาน อินเดีย และเนปาล เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเคยเป็นมหาสมุทรมาก่อน ดินแดนแถบนี้ให้ความสำคัญกับหอยสังข์ในพิธีกรรมต่างๆ โดยเฉพาะในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่ถือว่าสังข์เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นมงคลและความดีงาม ด้วยเหตุนี้ เมื่ออิทธิพลของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูแผ่มายังดินแดนสุวรรณภูมิ สังข์จึงยังคงสถานะวัตถุมงคลและถูกใช้ในพิธีกรรมชั้นสูง


ผมพยายามถามพลตำรวจเอก สันต์ถึงที่มาและมูลค่า ของสังข์เหล่านั้น แต่ถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าอยาก สงวนความเป็นส่วนตัวให้เจ้าของเก่า เขาเปิดเผยเพียงคร่าวๆว่า บางชิ้นใช้กันในราชสำนักของบางประเทศ ส่วนมูลค่ามีความหลากหลายและไม่แน่นอน บางชิ้นราคาไม่สูงนัก บางชิ้นราคาหลายล้านบาท ขึ้นอยู่กับความหายาก ยกตัวอย่างเช่น สังข์รดนํ้าเวียนขวา (ปกติสังข์ จะเวียนซ้ายตามเข็มนาฬิกาหรือที่เรียกว่า "อุตราวรรต" แต่สังข์ที่เวียนขวาเรียกว่า "ทักษิณาวรรต" ถือว่าเป็นของมงคลและหายากมาก) ที่มีร่องรอยคล้ายกับการถือจับของมือมนุษย์ ในหมู่นักสะสมสังข์เรียกว่า "หัตถ์พระนารายณ์" ซึ่งหายากอย่างยิ่งในธรรมชาติ "ขั้นตํ่าอยู่ราวๆล้านห้า ครับ" เขาอธิบายมูลเหตุของมูลค่า "ที่นี่รวบรวมสังข์พิธีที่สวยที่สุดและมากที่สุด หากมีสังข์ที่สวยกว่าหรือหายากกว่านี้ สักวันหนึ่งก็จะมาอยู่ที่นี่กับผมครับ" เขากล่าว

พลตำรวจเอก สันต์ยืนยันว่าแม้เขาจะมีของสะสมอยู่นับพันนับหมื่นชิ้น แต่นั่นอยู่ในจุดที่ไม่ทำให้เขาลำบาก "ผมอยู่ในจุดที่ผมทำได้ ทำแล้วไม่ลำบาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่วางแผน ไม่ใช่ว่าทุ่มสุดตัวผมใช้เงินร้อยละ 20 ที่ผมมีอยู่ไปกับการสะสม ซึ่งช่วยสร้างความสุขที่ประเมินค่าไม่ได้" เขาบอกว่าในอนาคตอาจมอบของสะสมหลายชิ้นให้ตกเป็นสมบัติของชาติ "ผมตั้งใจจะยกให้แผ่นดิน ให้เป็นสมบัติของชาติ ตั้งใจว่าจะตั้งกองทุนหรือมูลนิธิขึ้นมาดูแล เพราะไม่ต้องการให้เป็นภาระของรัฐเนื่องจากของ เหล่านี้มีต้นทุนการดูแลที่สูง ผมจะมอบเงินส่วนหนึ่งสำหรับบริหารจัดการตรงส่วนนี้แยกต่างหาก" ผมหวนคิดถึงของสะสมหลายชิ้นที่เคยพบเห็นตลอด การทำสารคดีชิ้นนี้ บางชิ้นเป็นการรำลึกอดีต บางชิ้นเป็นพาหนะล่าความฝัน บางชิ้นมีมูลค่าอเนกอนันต์ กระนั้น วันใดวันหนึ่งผู้ครอบครองเหล่านั้นต้องจากโลกไป และเมื่อนั้นของสะสมอาจกลายเป็นมรดกสมบัติที่มีค่ามหาศาล หรือข้าวของที่ไร้ค่าขึ้นอยู่กับว่า "นักสะสม" คนใหม่จะโคจรมาพบมันเมื่อใด

*ของสะสมในภาพถ่ายเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถือครอง ห้ามนำภาพไปใช้ในทุกกรณี


เรื่อง : ยศธร ไตรยศ / ภาพ : ชลิต สภาภักดิ์

นักสะสม ตีพิมพ์ในนิตยสาร National Geographic Thailand ฉบับที่ 174 เดือนมกราคม 2559


Recent Posts

See All

Comments


© 2020 by The Countryman , Thailand.

bottom of page