

Chalit Saphaphak
4 ก.ย. 2564
ชีวิตใครบางคนอาจเปลี่ยนผันไปเพราะบางสิ่ง ชีวิตผมมีหนังสือเล่มนี้เป็นจุดเปลี่ยน จากกองหนังสือมือสองสู่การพบช่างภาพผู้ที่เป็นทั้งอาจารย์และพี่ชายที่คอยเติมเต็มความรู้ในเส้นทางอาชีพช่างภาพสารคดี
ตอนเรียนมหา'ลัยช่วงปี 2 มีร้านหนังสือมือสองมาตั้งบูธขายอยู่ใต้ตึก ผมไปรื้อๆหาดูหนังสือก็พบกับหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "FOUR-TOGRAPHY ในโลกสี่เหลี่ยมของ ยุทธนา อัจฉริยวิญญู" ยืนเปิดดูข้างในเห็นว่ามีภาพถ่ายเยอะ แล้วก็เห็นชื่อ มาโนช พุฒตาล อยู่ด้วย เลยตัดสินใจควักเงินอันน้อยนิดออกมาซื้อหนังสือในราคาหลักร้อยต้นๆ
ด้วยช่วงนั้นผมเพิ่งเริ่มเรียนถ่ายภาพได้ไม่นาน การเจอภาพถ่ายนอกตำรามันเหมือนเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้เราเลยก็ว่าได้ ภาพถ่ายที่แปลกประหลาด แต่ให้ความรู้สึกมากกว่าความสวยงามแบบที่เราเคยรู้จักมา ในเล่มมีภาพ Portrait ของคนดังหลายรูป มันเป็นภาพที่มีจังหวะเป็นธรรมชาติ ไม่เหมือน Portrait ที่เราเคยเห็นมา ภาพซิคโก้แต่งตัวหน้ากระจก ภาพปราบดา หยุ่นเดินเข้าหากล้อง ทั้งที่โฟกัสไม่ชัดแต่มันมีความรู้สึกในดวงตาและท่าทาง ภาพมือกีต้าร์ระดับตำนานของดิโอฬารเกาจมูกระหว่างเล่นดนตรี หรือภาพทรงพลังจากแววตาของแดนอรัญ แสงทองในแสงโลวคีย์ ภาพเหล่านี้ทำให้ผมต้องกลับมาย้อนดูหลายๆรอบ เพื่อศึกษาอารมณ์ในภาพถ่าย และค้นพบว่ามันยากมากสำหรับงาน Portrait
จากภาพ Portrait หนังสือพาเราเข้าสู่ "เส้นทางลำบาก" ในรูปแบบของภาพสารคดี เรื่องราวชายขอบประเทศอย่างสาละวิน ลงหาดทรายไปกับเด็กๆชาวเล นั่งเฝ้าดูหมาไนรุมกินกวางที่หนองผักชีตั้งแต่เช้ามืด และภาพของสองพี่น้องหนาวสั่นหลังขึ้นมาจากน้ำนั้นอยู่ในความทรงจำผมเสมอมา
ผ่านทางยากลำบากในงานสารคดีมาแล้วจึงได้หยุดมองท้องฟ้า นอนหงายเปิดหนังสือดูภาพท้องฟ้าในจินตนาการของช่างภาพ ทั้งโลมา สวรรค์ นรก แมว ดวงตา นางฟ้า วัดวา ดักแด้ ฯลฯ ล้วนเป็นการเฝ้ามองและบันทึกจากท้องฟ้าและมวลเมฆ ส่วนภาพที่ผมชอบที่สุดคงเป็นภาพ E.T. GO HOME
ละสายตาจากท้องฟ้าเข้าป่าไปชมภาพ Nude ที่บอกตรงๆว่าตอนนั้นเคยเห็นงาน Nude แบบนี้เป็นครั้งแรก มันเป็นการบันทึกธรรมชาติของมนุษย์มากกว่าจะเป็นงานที่เน้นไปที่เรือนร่างเร้าอารมณ์ มีความเป็นอิสระ โทนภาพขาว-ดำเกรนหนา ภาพสีนุ่มนวล นางแบบกับสถานที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ในหนังสือยังมีบทความของเพื่อนร่วมงานและคนใกล้ชิดที่บอกเล่าเรื่องราวดีๆ รวมถึงการใช้ชีวิต การงาน และวิถีทางของพี่โจ้ไว้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น มาโนช พุฒตาล, วรพจน์ พันธ์ุพงศ์, อธิคม คุณาวุฒิ, โตมร ศุขปรีชา และขวัญ เพียงหทัย
หลังจากได้หนังสือเล่มนี้ของพี่โจ้ ยุทธนา อัจฉริยวิญญู ผมตามหาดูงานของเขาตลอดมา โดยส่วนใหญ่จะพบใน National Geographic ฉบับภาษาไทย ได้ดูงาน สึนามิ มวยเด็ก คนเลี้ยงช้าง แม่น้ำเจ้าพระยา กะเหรี่ยงคอยาว ฯลฯ จนวันหนึ่งผมเสิร์ชชื่อของเขาใน Google แล้วพบกับเวบไซต์ shutter-j.com เป็นจุดเริ่มต้นการเรียนถ่ายภาพสารคดีออนไลน์ของผม
ชัตเตอร์-เจ.คอม นำพาให้มาพบกับพี่น้องช่างภาพวัยกระเตาะที่หมายมุ่งทำงานสื่อสารมวลชนทั้งงานข่าวและงานสารคดี โดยการสอน แนะนำ และช่วยเหลือจากพี่โจ้ ยุทธนา อย่างเข้มข้น เราได้เจอกัน ออกไปถ่ายภาพด้วยกัน โลกของการถ่ายภาพของผมเปลี่ยนไปนับจากนั้น เส้นทางการเป็นช่างภาพอาชีพของผมชัดเจนมาจากจุดนั้น
หลายครั้งที่ผมมีโอกาสไปช่วยพี่โจ้ทำงาน ทั้งในป่า ในเมือง หรือไปลุยน้ำท่วมด้วยกัน ประสบการณ์จากการทำงานของมืออาชีพทำให้ผมได้เรียนรู้มากมาย มากกว่าที่อ่านที่เรียนมาเสียอีก
ผมและเพื่อนพี่น้องชาวชัตเตอร์-เจ.คอม หลายคนได้ทำงานที่อยากทำ บางคนได้ถ่ายให้นิตยสาร บางคนได้ประจำสำนักข่าว เราได้เป็นเพื่อนพี่น้องกันทั้งในโลกออนไลน์และในโลกจริง
หลังจากที่หลายคนได้ทำงานถ่ายภาพเป็นอาชีพแล้ว พวกเราร่วมกันสร้างกลุ่มช่างภาพชื่อ REALFRAME เพื่อทำงานทางด้านภาพถ่ายเชิงสังคม รวมทั้งส่งต่อความรู้ด้านการถ่ายภาพให้กับน้องๆ ต่อไป เหมือนกับที่พี่โจ้เคยส่งต่อความรู้ให้พวกเรา
ทุกวันนี้ FOUR-TOGRAPHY เป็นหนังสือที่ผมรักมาก แม้ปกจะหลุดออกจากตัวเล่มเพราะกาวเสื่อมไปแล้วก็ตาม แต่ผมก็ยังโชคดีที่มีคนใจดีเอาหนังสือ FOUR-TOGRAPHY มาแจกในกลุ่มเฟชบุค ผมจึงมีเล่มใหม่ที่สภาพดีเก็บไว้อีกเล่ม มันเป็นหนังสือที่ทำให้ได้นึกถึงการเริ่มต้นถ่ายภาพ การเปลี่ยนแปลง การเรียนรู้ ทำให้คิดถึงเพื่อนพี่น้องที่เคยเดินถ่ายภาพด้วยกัน
หนังสือของนักเขียนบางคนเปลี่ยนวิธีคิดเราไปตลอดกาล หนังสือภาพถ่ายบางเล่มก็ทำให้เราเห็นว่าโลกนี้ยังมีภาพถ่ายอีกมากมายหลายแบบ
ขอบคุณพี่โจ้ ยุทธนา อัจฉริยวิญญู ที่สร้างเส้นทางอาชีพช่างภาพให้ชัดเจน






















